Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน ทำเอาแฟนคลับเคือง!! ต้องขออภัยในความ Busy เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามรสุมงานและเรียน ถาโถม กินนอนไม่เป็นเวลา (แต่ไม่ยักกะผอมแฮะ.!)

ในช่วงที่ผ่านมาซือเจ๊ได้รับบทเรียนราคาแพงอย่างหนึ่ง เหตุเกิดจากงานเข้า จึงละทิ้งธรรมะ และการชำระล้างจิตใจไปพักใหญ่ เนื่องจากรู้ดีว่าในช่วงเข้าพรรษาจะต้องกลับเข้ามาอยู่ดี จึงขอเวลาสัก 2 เดือนเพื่อทุ่มเทเวลาในการทำงานบางอย่าง สุดท้ายก็ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ (คิดผิดเจงๆเลยเรา)

จากการสังเกตพฤติกรรมตัวเองจากเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ด้านอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก พฤติกรรม ลักษณะการพูดจา และหลายๆอย่างทำให้รู้สึกได้เลยว่า สันดานดิบของมนุษย์ผู้ไร้ซึ่งธรรมะได้บังเกิดขึ้นมาในตัวเราเสียแล้ว นี่มันนางมารร้ายชัดๆ เช่นหลายๆอย่างที่ไม่ควรทำ ก็ยังกล้าที่จะทำโดยไม่รู้สึกผิด หลายๆอย่างที่ควรทำกลับไม่ทำ ดูเหลาะแหล่ะ และอ่อนแอ ไร้เหตุผล มีอะไรมากระทบนิดๆหนอ่ยๆก็สามารถทำให้อารมณ์เสียได้ทั้งๆที่เมื่อก่อนจะใจเย็นมากๆและไม่ตอบโตใคร (ถ้าไม่จำเป็น) หลังๆกลับรู้สึกว่าตัวเองใจร้อนและมักทำอะไรไร้สติอยู่บ่อยๆ ทำอะไรตามอารมณ์ตัวเอง จนน่าตกใจ แต่ตอนนี้เชื่อแล้วว่าธรรมะคือชีวิต เราไม่ควรใช้ขีวิตให้ห่างจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเลยจริงๆ ที่ผ่านมารู้สึกได้เลยว่าตัวเองใช้ชีวิตอย่างคนขาดสติ ทำอะไรตามใจตัวเองจนเกินไป ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลามีเรื่องมากระทบใจก็จะรู้สึกแย่ไปเลย หรือพูดง่ายๆก็คือ “อารมณ์วัยรุ่นเซร้ง” นั่นแหล่ะ กว่าจะดึงตัวเองกลับมาได้แทบแย่

ต้องขอบใจน้อง PK ที่คอยแวะเวียนมาเตือนสติอยู่บ่อยๆ และทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้เห็น ทั้งๆที่ก็รู้กันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า “คนที่มีธรรมะจะอยู่เหนือปัญหาและความทุกข์ทั้งปวง” แต่ก็ไม่สามารถดึงตัวเองกลับมาได้ คิดไปคิดมาก็เสียดายเวลา 2 เดือนที่เสียไปจริงๆ แต่ไม่เป็นไรเพราะจากนี้ไป จะกลับมาเป็นซือเจ๊คนเดิม ที่จะใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตสืบไป จะไม่ยอมทิ้งของดีๆแบบนี้ไปอีกแล้ว บอกได้คำเดียวว่า “เข็ด”

ตอนนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว หลังจากกลับไปพักผ่อนวันเข้าพรรษาที่บ้านเป็นเวลาหลายวัน ปีนี้ได้ทำบุญหลายอย่าง ทั้งการถวายผ้าอาบน้ำฝน การถวายเทียนพรรษา ถวายน้ำมันตะเกียง รวมทั้งการร่วมเป็นโยมอุปัฏฐาก (โยมอุปัฏฐาก คือ คฤหัสถ์ที่แสดงตนเป็นผู้อุปการะพระสงฆ์โดยเจาะจง อุปการะรูปใดก็เป็นโยมอุปัฏฐากของรูปนั้น) อันนี้อยากทำมาหลายปีแล้ว แต่พึ่งมีโอกาสได้ทำในปีนี้แหล่ะ (เปรมมั๊กๆ)

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงเข้าพรรษาของทุกปีซือเจ๊จะมีกิจกรรมหรือโครงการที่กำหนดขึ้นมาเพื่อบังคับให้ตัวเอง สวดมนต์และปฏิบัติธรรมที่ห้องเสมอในช่วงเวลา 3 เดือนของการเข้าพรรษา นับเป็นวันรวมๆแล้วก็ 89 วันโดยเริ่มจากวันที่ 8 กรกฏาคม – 4 ตุลาคม ของทุกปี ตามที่หลวงพ่อจรัญเคยบอกไว้ว่า “ทำบ้านให้เป็นวัด”  ในปีที่แล้วซือเจ๊ใช้ชื่อโครงการว่า “บทพิสูจน์ความเป็นอริยะ” ส่วนปีนี้ซือเจ๊ใช้ชื่อโครงการว่า “ไตรมาสแห่งการทำความดี” และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่มีเพื่อนมาร่วมโครงการด้วยตั้ง 1 คนสำหรับโครงการไตรมาสแห่งการทำความดีนี้ ซือเจ๊มีข้อกำหนดว่าในหนึ่งวัน จะต้องหาเวลาสวดมนต์และปฏิบัติธรรมให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้ง ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน หรือจะสวดมนต์แบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะตั้งจิตอธิฐานเอาไว้ว่าอย่างไร เอาตามที่ตัวเองสะดวกก็แล้วกัน แต่สำหรับซือเจ๊เนื่องจากมีประสบการณ์มาแล้วจากการปฏิบัติเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็เลยขอหนักหน่อย ไหนๆก็เสียเวลาทำแล้ว ขอทำให้เต็มที่ไปเลย สบายใจเฉิบ อิอิ

กิจกรรมที่ตั้งใจว่าจะทำในวันเข้าพรรษานี้ (เผื่อมีคนสนใจอยากร่วมโครงการนี้กับซือเจ๊ด้วยก็เชิญนะคะ)

1. รักษาศีล : ใครสะดวกศีล 5 หรือ 8 ก็ตามสะดวกอยากได้ศีลไหนก็อาราธนาศีลนั้นเองก็แล้วกัน ส่วนซือเจ๊จะถือศีล 8 เฉพาะวันพระ

2. การสวดมนต์ : มีทั้งแบบสั้น และ ยาว แล้วแต่ว่าใครสะดวกแบบไหน (ในหนึ่งวันสามารถใช้แทนกันได้ นั่นคือเลือกแค่แบบเดียวก็พอ) แต่ขออย่างเดียว อย่าให้เบียดเบียนตัวเองจนรู้สึกว่ามันกลายเป็นภาระและปัญหาของตัวเองก็พอ สำหรับซือเจ๊ก็ดูเป็นวันๆ ว่าสะดวกอันไหน เน้นยืดหยุ่น พอสวดแล้วก็แผ่เมตตาแล้วก็อุทิศบุญกุศลตามปกติ

- แบบสั้น : ไว้สวดก่อนนอน หรือเวลาเร่งด่วนกรณีที่ต้องการความรวดเร็ว

- แบบยาว : ถ้ามีเวลามากก็จะเป็นการ ทำวัตรเช้า และ วัตรเย็น ในกรณีที่เป็นวันพระตั้งใจว่าจะสวดให้ได้แบบเดียวกับที่ เวฬุวันเลยคือเพิ่มบทสวดมหาเมตตาใหญ่เข้าไปด้วย

การทำวัตรเช้า : เป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังโอวาท

การทำวัตรเย็น : เป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม

3. วิปัสสนากรรมฐาน : ก็เน้นการเดินจงกรม และนั่งสมาธิ ส่วนระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องทำเป็นเวลายาวนาน แต่ขอให้ทำทุกวันก็พอ วันละนิดๆหน่อยๆ

ตอนนี้ก็ทำมาได้ 4 วันแล้วถ้าใครยังไม่มีกิจกรรมดีๆทำในวันเข้าพรรษาก็สามารถเริ่มได้นะคะแนะนำๆ แค่ 3 เดือนเองลองทำดู ถ้าไม่ชอบปีหน้าก้ไม่ต้องทำแต่ปีนี้ลองทำดูก่อนเพื่อประเมินตัวเอง สำหรับปีนี้ดีกว่าปีที่แหล้วหน่อยหนึ่งเนื่องจาก “ตั้งใจจะทำบ้านให้เป็นวัดจริงๆ” ก็เลยเลือกทำให้ได้มาตรฐานเดียวกับที่เวฬุวันเลย นั้นคือ ใช้หนังสือสวดมนต์เล่มใหญ่พร้อมคำแปล แล้วก็มี CD ไว้นำสวดจะได้มีบรรยากาศเหมือนอยู่ในวัด วันนี้เพื่อนที่ร่วมโครงการก็ฝากซื้อ หนังสือสวดมนต์และ CD มาแล้วหวังว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศในการทำความดีครั้งนี้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีนะ

หน้าตาของหนังสือคู่มือการทำวัตเช้า – วัตรเย็นของ ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวัน มันดีตรงที่มีคำแปลให้ด้วยและเป็นหนังสือที่ใช้สวดประจำที่ศูนย์

Manual01

ส่วนนี้ก็เป็น CD-ทำวัตรเช้า

CDW01

CD-ทำวัตรเย็น

CDW02

CD-บทสวดมหาเมตตาใหญ่ (เมตตาพรหมะวิหาระภาวนา)

CDW03

ราคาหนังสือ 80 บาทส่วน CD ก็น่าจะไม่เกิน 50 บาทใครสนใจก็ลองไปหาซื้อมาฟังดูได้เสียงดีทีเดียว การเข้าร่วมโครงการ “ไตรมาสแห่งการทำความดี” ครั้งนี้ไม่ได้ทำเพราะอยากได้บุญ แต่ทำเพราะทำแล้วรู้สึกสบายใจ และสงบ รวมทั้งฝึกรักษาคำพูดและเอาชนะตัวเอง จะได้ไม่ทำอะไรตามใจตัวเองจนเสียนิสัย ฝึกบริหารจัดการเวลาตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง. :D

NINE WORDS WOMEN USE!!

วันนี้ได้รับ E-mail ฉบับหนึ่งจากเพื่อน อ่านแล้วถึงกลับขำไม่ออกกันเลยทีเดียว มันเป็นความรู้สึกอึ้งมากกว่า ในฐานะผู้หญิงคนหนึงขอ Confirm ว่าข้อความด้านล่างที่จะได้อ่านต่อไปนี้ “เป็นจริงทุกประการ” อย่างไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ ฮ่าๆ…

NINE WORDS WOMEN USE – เก้าคำกำกวมของผู้หญิง
(1) ดี , โอเค : คำนี้ผู้หญิงใช้ปิดการโต้เถียงตอนที่เธอมั่นใจว่าเป็นฝ่ายถูก และคุณต้องหุบปากซะ
(2) ห้านาทีนะ : ถ้าหล่อนกำลังแต่งตัว นี่จะหมายถึงชั่วโมงครึ่ง แต่ห้านาทีก็คือห้านาทีถ้าเธอเพิ่งยอมให้คุณดูบอลต่ออีกห้านาทีแล้วค่อยไปช่วยเธอทำงานบ้าน
(3) ไม่มีไร : นี่คือความสงบก่อนพายุจะเข้า มันแปลว่า”มีอะไร”แน่ ๆ ขอให้เตรียมตัวได้เลย การโต้เถียงที่เริ่มด้วย “ไม่มีไร” มักจะไปจบลงที่ “ดี , โอเค”
(4) ก็เอาดิ , เอาเลย : นี่เป็นคำท้า ไม่ใช่คำอนุญาต อย่าทะลึ่งทำเป็นอันขาด!
(5) ทำเสียง ชิ , ฮึ , จึ๊ ฯลฯ ออกมาดัง ๆ : มันมีความหมายแน่นอน แต่อวจนภาษามักทำผู้ชายเข้าใจผิด เสียงพวกนี้หมายความว่าเธอกำลังคิดว่าคุณแม่งซื่อบื้อเหลือทน และไม่เข้าใจว่าจะมาเสียเวลายืนเถียงกับคุณเรื่อง”ไม่มีไร”แบบนี้ทำไม (กลับไปดู “ไม่มีไร” ที่ข้อ 3)
(6) ไม่เป็นไร : นี่คือสถานะอันตรายสุด ๆ ที่ผู้หญิงจะมีต่อผู้ชายแล้ว “ไม่เป็นไร”แปลว่าเธอต้องคิดดูก่อนอย่างนานและอย่างหนักว่าคุณต้องชดใช้อะไร อย่างไร และเมื่อไหร่ ในความผิดที่คุณก่อไว้
(7) ขอบคุณ : ถ้าผู้หญิงขอบคุณ อย่ามีคำถาม อย่ามัวทำเฉย ตอบรับคำเขาไปดี ๆ (แต่ขอเพิ่มหน่อยว่า ถ้าผู้หญิงพูดว่า “ขอบคุณมาก” อันนี้ประชดเต็มดอก เธอไม่ได้ขอบคุณอะไรเลย อย่าได้ทะลึ่งตอบรับ ไม่งั้นคุณจะเจอกับ “เออ เอาเหอะ”)
(8) เออ เอาเหอะ : เป็นวิธีที่เจ้าหล่อนจะพูดกับคุณว่า ไอ้เหี้ย!
(9) อย่าห่วงเลย , อือ เข้าใจละ : อีกหนึ่งสถานะอันตราย หมายความว่านี่คือบางอย่างที่เธอบอกให้คุณทำมาหลายครั้งละ แต่คราวนี้เธอจะทำเอง ซึ่งเดี๋ยวคุณก็จะถามว่า “เป็นไรอะ” แล้วคุณก็จะเจอกับข้อ 3.

* ส่งให้ผู้ชายทุกคนที่คุณรู้จัก เขาจะได้เลี่ยงอันตรายจากการโต้เถียง ถ้าเขาจำความหมายเหล่านี้ได้.
* ส่งให้ผู้หญิงทุกคนที่คุณรู้จัก เธอต้องฮาแน่ ๆ เพราะเธอรู้ว่ามันจริงทั้งนั้น!!!

เสียดายไม่รู้ที่มาและไม่รู้ว่าใครเป็นคนรวบรวมและคิด เลยไม่รู้จะให้เครดิตยังไง เอาเป็นว่าขอบคุณที่รวบรวมมาให้อ่านนะ อิอิ :P ขำเจงๆช่างคิดได้

ช่วงนี้ภาระกิจงานถาโถมเข้ามาอีกระรอกและคาดว่าคงจะอยู่อีกนานโข ดังนั้นก่อนที่เวลาจะล่วงเลยไปเสียก่อน ซือเจ๊ขอแจ้งความคืบหน้าของ ภาระกิจซื้อนาฬิกาติดผนังห้องนอนผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อมอบให้แก่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน เพื่อให้ผู้บริจาคทุกคนได้รับทราบกันหน่อยนะคะ

โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการไปปฏิบัติธรรมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซือเจ๊และเพื่อนๆช่วยกันคิดหากิจกรรมที่จะได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน และเป็นประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุดรวมทั้งทางศูนย์ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งของเหล่านั้นจริง สุดท้ายซือเจ๊และผองเพื่อนก็ได้ข้อสรุปว่า อยากจะซื้อนาฬิกาติดฝาผนัง ที่มีขนาดใหญ่ มีพรายน้ำ เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางคืน เนื่องจากผู้ปฏิบัติธรรมต้องตื่นตี 3 เวลาจะดูนาฬิกาที ก็ต้องเปิดไฟฉายเพื่อดูนาฬิกา เพราะบางคนไม่ได้พกนาฬิกาที่มีพรายน้ำติดตัวไปด้วยทำให้ลำบากในการตรวจสอบเวลา หลังจากได้ข้อสรุปแล้วก็มารวบรวมปัจจัยเพื่อจัดซื้อ โดยตั้งเป้าหมายในการซื้อทั้งหมด 8 เรือนเพื่อติดห้องนอนผู้ปฏิบัติธรรรมทั้่งชายและหญิง ของอาคาร 72 ปีหลวงพ่อจรัญ แต่ไปๆมาๆ มีผู้สนใจร่วมบริจาคเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่งทำให้มีงบประมาณเหลือและสามารถจัดซื้อนาฬิกาเพิ่มเติมได้อีก

ซือเจ๊จึงโทรสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ว่า ยังมีอาคารไหนที่ต้องการนาฬิกาอยู่อีกไหม จะได้เป็นรูปแบบเดียวกัน และถ้ามีต้องการจำนวนกี่เรือนจึงได้คำตอบว่าอีก 10 เรือน รวมยอดทั้งหมดที่ต้องจัดซื้อคือ 18 เรือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาซือเจ๊กับเพื่อนได้ไปรับนาฬิกาที่สั่งไว้แล้วก็จัดส่งไปที่ขอนแก่น โดยให้พี่สาวมารับหน้าที่ต่อ เพื่อนำไปมอบให้แก่ทางศูนย์แต่เนื่องจากพี่สาวพึ่งจะสะดวกมารับของวันนี้ และก็ได้นำไปมอบให้แก่ทางศูนย์เรียบร้อยแล้วเมื่อบ่ายวันนี้ โดยมีพระอาจารย์ไก่ เป็นผู้รับถวาย โอกาศนี้ซือเจ๊ขออนุโมทนาบุญ กับทุกๆคนที่ร่วมบริจาคปัจจัยสำหรับทำบุญในครั้งนี้ด้วย สาธุ!  ปีหน้าใครจะตามไปดูนาฬิกาที่ตัวเองร่วมบริจาคไว้ก็เชิญนะ อิอิ

สำหรับนาฬิกาที่ซื้อไปถวายมีด้วยกัน 2 แบบแต่ที่มีรูปถ่ายมีอันเดียวหล่ะ อีกอันถ่ายมาแต่ภาพไม่ชัด ดูอันเดียวไปก่อนแล้วกันนะ อีกแบบก็อยู่ข้างๆกันนั่นแหล่ะ แฮ๋ะๆ :P

IMG_0512

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องทำทุกๆปีของซือเจ๊และผองเพื่อน นั่นก็คือการเดินทางไปกราบหลวงพ่อจรัญ ที่อัมวัน จ.สิงห์บุรี ในทุกปีๆหลังจากเข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรมที่ศุนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่นเรียบร้อยแล้ว พอช่วงวันหยุดของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซือเจ๊มักจะเดินทางไปกราบหลวงพ่อเป็นประจำ และตั้งใจจะทำให้ได้อย่างนี้ทุกปีเช่นกัน

สำหรับการเดินทางไปอัมวันครั้งนี้ เราได้รับเกียรติจากพลขับกิตติมศักดิ์ คือ พี่อ้อย manager bank ช่วยขับรถพาไปที่สิงห์บุรี การเดินทางก็สะดวกสบายและรวดเร็ว เนื่องจากมีการวางแผนการเดินทางที่ดี รวมทั้งสมาชิกทุกคน ก็ตรงต่อเวลา เราเดินทางจากรุงเทพที่เวลา 6 โมงครึ่ง ไปถึงอัมพวันก็ราวๆ 7 โมงกว่าๆ ยังไม่ถึง 8 โมงพอไปถึงก็ แวะไปกินข้าวเช้าที่โรงทาน กินเสร็จก็บริจาคเงินช่วยโรงทาน เพราะเราไม่มีนโยบายกินฟรี อิอิ จากนั้นก็ไปนั่งรอหลวงพ่อที่กุฏิ ต้องรีบไปนั่งรอตั้งแต่เนิ่นๆเพราะไม่งั้นจะไม่มีที่นั่ง เนื่องจากญาติโยมมากันเยอะมาก ล้นศาลาตลอด หลวงพ่อจะลงมาพบญาติโยมเป็นประจำทุกวันโดยในแต่ละวันจะลงมา 2 รอบคือ 10.00 โมงเช้า และ 14.00 น.

ปีนี้คณะของซือเจ๊เดินทางไปกันทั้งหมด 5 คนจริงๆแล้วจะมีคนร่วมเดินทางเยอะกว่านี้แต่เนื่องจากที่นั่งมีจำกัดเลยได้ไปกันแค่นี้แหล่ะ แอ่ะๆ :P น่าเสียดายแทนคนที่ไม่ได้ไปเจงๆ ไว้มีรถแล้วเจ๊จะพาไปใหม่นะ อิอิ สิ่งที่พวกเราเตรียมไปถวายหลวงพ่อก็มี ผ้าไตร 1 ผืน พวงมาลัยดอกมะลิ แล้วก็จตุปัจจัยต่างๆ จากนั้นก็นั่งรอเวลาให้หลวงพ่อลงมาอย่างใจจดใจจ่อ คนที่ไม่เคยไปจะตื่นเต้นมากๆ พอหลวงพ่อลงมาทุกคนต่างตื่นเต้นยังกะเห็น เรน ยังไงอย่างนั้นนี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นพระ และอยู่ที่วัดนะ งานนี้มีกรี๊ดดด… ด้วยความดีใจที่ได้เจอหลวงพ่อตัวเป็นๆ

ปีนี้หลวงพ่อดูสุขภาพแข็งแรงกว่าปีที่แล้วมากๆ เห็นแล้วชื่นใจจริงๆ พอหลวงพ่อนั่งลง ระหว่างที่ทุกคนก้มกราบและกล่าวคำถวายสังฆทาน อยู่นั้นหล่วงพ่อก็กวาดสายตามองมาที่ บรรดาญาติโยมที่มารอพบหลวงพ่ออยุ่ด้านล่าง คราวนี้ไม่ใช่แค่มอง หลวงพ่อส่งยิ้มให้ด้วย รอยยิ้มของหลวงพ่อเป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความมีเมตตามากๆ การไปครั้งนี้ทีมซือเจ๊สวมเสื้อของ ศูนย์เวฬุวันไปด้วย พอหลวงพ่อเห็น หลวงพ่อจำได้เลยส่งยิ้มมาให้ด้วย ทำให้ทีมซือเจ๊รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก คิดไม่ผิดจริงๆที่สวมเสื้อตัวนี้ไป อิอิ เหตุที่เลือกสวมเสื้อตัวนี้ไปก็เนื่องจากว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะเริ่มโครงการ ทางศุนย์ก็ได้ใส่เสื้อตัวนี้ไปกราบหลวงพ่อเหมือนทุกปีที่เคยทำ ก่อนที่จะดำเนินการเรื่องโครงการในเดือนเมษายน เลยทำให้หลวงพ่อจำได้ พอได้ฟังเท่านั้นและ ทีมเจ๊ก็เลยซื้อเสื้อทีมเพื่อใส่ไปกราบหลวงพ่อเช่นกัน และแล้วก็ได้ผล :P  

singburi-01

ภาพหลวงพ่อ และ สวนปริศนาธรรม ที่วัดอัมวัน จ.สิงห์บุรี

umphawan-02

เสื้อทีม ที่สลักชื่อโครงการ “ใต้ร่มพุทธธรรม” และอีกตัวสลักชื่อ “สวนเวฬุวัน” ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครชอบแบบไหน

t-shirt-varuean

หลังจากกราบหลวงพ่อเสร็จก็เดินทางกลับราวๆ 11.45 น. ด้วยความหิวจึงแวะรับประทานอาหารที่ร้านประจำคือ “ร้านผัดไทยปากบาง” มาทีไรก็กินร้านนี้ประจำ ผัดไทยร้านนี้เป็นแบบโบราณ ไม่ใส่น้ำมัน ไม่ใส่เต้าหู้ มีแต่เส้นกับไข่แต่ทำไมมันอร่อยก็ไม่รู้ อิอิหรือเจ๊หิวหว่า… ส่วนก๊วยเตี๋ยวนี่ก็ได้เยอะมากแถมรสชาดดีอีกตะหาก แต่สิ่งที่ซือเจ๊ชอบมากที่สุดและแนะนำเลยก็คือ โอเลี้ยง เจ้านี้อร่อยมากๆรสชาดเข้มข้น หอม และที่สำคัญไม่หวานมาก จริงๆมันได้เยอะนะ แต่พอดีเจ๊กระหายน้ำเลยจิบไปก่อนถ่ายรูปพร่องไปเยอะเลย อิอิ อร่อยๆแนะนำคะ :D

pangbang

ขอบคุณ พี่อ้อย และคุณแม่ ที่กรุณาขับรถพาพวกเราไปกราบหลวงพ่อนะคะ โอกาสหน้าจะมารบกวนอีกทีคะ….แล้วเจอกันปีหน้า… :P

มาตามคำเรียกร้อง สำหรับภาพบรรยากาศการเข้าร่วมปฏิบัติธรรม โครงการ “ใต้ร่มพุทธธรรม” ปี 2552 ของศูนย์ปฏฺิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น ที่ซือเจ๊และคณะลูกทัวน์ได้เข้าร่วมไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา วันนี้พอมีเวลานิดหน่อย เลยรีบมาอัพเดท ภาพให้ชมกันพอหอมปากหอมคอ

ปีนี้มีผู้เเข้าร่วมโครงการค่อนข้างมาก เลยได้ปฏิบัติธรรมที่ ศาลา 72 ปีหลวงพ่อจรัญแทน ภาพบรรยากาศที่ได้มาจึงค่อนข้างแตกต่างจาก ปีที่แล้วนิดหน่อย  ขอเริ่มกันที่ภาพบรรยากาศโดยรวมของศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวันกันก่อนเลย ภาพนี้ถ่ายมาจากหลายๆมุม เอามารวมไว้ในภาพเดียวกันถ้าดูไม่จุใจต้องขออภัยด้วยนะคะ (คนโพสขี้เกียจโพสหลายรอบเลยรวมไว้ซะงั้นหละ แฮ่ะๆ..)

intro-varuwan-01

ภาพต่อมาเป็นภาพ การเข้าร่วมปฏิบัติธรรม โดยรวมๆแล้วก็จะเป็นเหมือนทุกๆปีที่ไปนะคะ ก็คือ จะมีการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทั้งในอริยาบถนั่ง และ นอน มีทั้งแบบในและนอกสถานที่เช่นเดินจงกรมและนั่งสมาธิที่ลานโพธิ์  พระอาจารย์ที่สอนกรรมฐานก็รูปเดิม วิทยากรก็คนเดิม ผู้ปฏิบัติธรรมก็มีทั้งหน้าเดิมๆและหน้าใหม่ๆมาเยอะทีเดียว หน้าเดิมๆก็มีเยอะเพราะติดใจจากปีที่แล้ว ส่วนหน้าใหม่ๆที่ติดสอยห้อยตามซือเจ๊ไป ก็คิดว่าปีหน้าคงจะกลายเป็นหน้าเก่าๆสำหรับปีหน้าอย่างแน่นอน ของแบบนี้ลองแล้วจะติดใจ ตอนปฏิบัติก็อยากรีบออกมาเพราะมันทรมาน แต่พอออกมาแล้วจะคิดถึงตะหงิดๆ อยากกลับเข้าไปใหม่อีกรอบ :P

tairomputtatum-02

สำหรับปีนี้ขอโชว์รูปให้ดูเท่านี้ สำหรับคนที่พึ่งเข้ามาอ่าน อาจจะอยากได้รายละเอียดการบรรยายใต้ภาพอย่างละเอียด ก็แนะนำให้ตามอ่านได้จากภาพประกอบของปีที่แล้วนะคะ โดยอ่านได้ที่นี่คะ

ส่วนคนที่สนใจข้อมูลการปฏิบัติธรรมในมุมองอื่นๆสามารถตามอ่านได้ที่หมวด “การปฏิบัติธรรม” หรือตามอ่านได้ที่ Tab เรื่องเก่าเล่าใหม่ได้ที่ด้านบนคะ. :P

ได้ยินมาก็นานสำหรับประโยคกินใจประโยคนี้ :

แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน ลูกขอตั้งปณิธานสานสิ่งที่พ่อสร้างไว้
จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป เหนื่อยยากเพียงไหนไม่ทำให้พ่อผิดหวัง

แต่ไม่เคยได้ฟังแบบเต็มเพลงสักที วันนี้ดูรายการตลาดสดสนามเป้า เห็นคุณลุงคนหนึ่ง ทำดีเพื่อพ่อ แล้วได้มีโอกาสเข้าเฝ้าด้วย ดูเค้าตื้นตันและภาพภูมิใจมาก แล้วรายการก็เปิดเพลงนี้บิัวอารมณ์อีก ใครได้ฟังก็อดเคลิ้มและอินไปกับเนื้อเพลงนี้ไม่ได้แน่ๆ ซือเจ๊ละคนหนึ่ง วันนี้เลยใช้เนื้อเพลงประโยคนี้ไปลองค้นหาดูว่า ตกลงมันชื่อเพลงอะไรและแล้วก็ได้มา ลองไปฟังดูนะ ฟังแล้วรู้สึกดี :D

เพลง เดินตามพ่อ

ช/ญ : แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน ลูกขอตั้งปณิธาน(ญ: ตั้งปณิธาน)สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้
จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป เหนื่อยยากเพียงไหน ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง…
ญ. : กี่ล้านหยาดเหงื่อที่พ่อหลังเพื่อคนไทย กี่แสนนาทีล่วงไปที่พ่อเหนื่อยยากตรากตรำ
ช. : ฝ่าลมฝนพ่อทนสู้ทำ อาบเหงื่อต่างน้ำ นำทางเพื่อลูกเรื่อยมา
ญ. : พ่อเป็นมากกว่าพ่อคนไหน พ่อเป็นหนึ่งในใจตลอดเวลา
ช. : เป็นภาพจำ งดงามอยู่ในสายตา เป็นแรงศรัทธาแรงกล้าอยู่ในหัวใจ
ญ. : แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน ลูกขอตั้งปณิธานสานสิ่งที่พ่อสร้างไว้
ช. : จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป เหนื่อยยากเพียงไหน ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง…
ญ. : พ่อเป็นมากกว่าพ่อคนไหน พ่อเป็นหนึ่งในใจตลอดเวลา
ช. : เป็นภาพจำ งดงามอยู่ในสายตา
ช/ญ : เป็นแรงศรัทธาแรงกล้าอยู่ในหัวใจ
ญ. : แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน ลูกขอตั้งปณิธาน(ช: ตั้งปณิธาน)สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้(ช: สิ่งที่พ่อสร้างไว้)
ช. : จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป เหนื่อยยากเพียงไหน ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง
ช/ญ : แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน ลูกขอตั้งปณิธาน(ช: ตั้งปณิธาน)สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้(ช: สิ่งที่พ่อสร้างไว้)
ช/ญ : จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป เหนื่อยยากเพียงไหน ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง
ช. : จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป เหนื่อยยากเพียงไหน ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง

ลองฟังได้ที่นี่

กลับมาได้หลายวันแล้ว สำหรับการเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ถือเป็นกิจกรรมที่ต้องทำในทุกๆปีแต่ยังไม่ได้อัพเดท ข้อมูลให้ได้อ่านกัน เนื่องจากซือเจ๊มีความนร๊ก รออยู่เบื้องหน้า จึงต้องรีบสะสางให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน ผ่านไป 4 วันพึ่งจัดเก็บและทำความสะอาดห้องเสร็จ จริงๆอยากถ่ายภาพมาให้ดูกันว่ามันนรกแค่ไหน แต่อย่าเลยเดี๋ยวขายไม่ออก เชื่อว่าภาพคงไม่ผ่านกบว. เป็นแน่แท้ ประกอบกับเกรงใจท่านผู้ชมเป็นอย่างมาก เอาเป็นว่าวันนี้ทำความนรกให้กลายเป็นสวรรค์เรียบร้อยแล้ว จึงถือโอกาสนี้มาเล่าบรรยากาศในแต่ละวันให้ฟังกันอย่างละเอียด แต่เอ๊ะ.!!..พักนี้มีหลายๆคนบ่นว่า ซือเจ๊เขียน blog ยาวอ่านไม่ไหว เอาเป็นว่าซือเจ๊รับฟังและ Entry นี้จะพยายามเล่าให้กระชับก็แล้วกันนะ ไม่รู้จะสั้นได้แค่ไหน แต่ตั้งใจจะเขียนยาวหล่ะเพราะไม่อยากจะแยกเป็น 2 ตอน รับฟังแต่ไม่ปฏิบัติตาม (กรรมของคนบ่น ฮ่าๆ)  :D
ต้องบอกว่าผ่านไปได้ด้วยดี สำหรับการทัวน์ปฏิบัติธรรมกับซือเจ๊ที่เวฬุวันขอนแก่นครั้งนี้ และแล้วลูกทัวน์ของเจ๊ก็รอดกันทุกคน ฮ่าๆแอบปลื้มเล็กน้อยถึงปานกลาง ที่คณะลูกทัวน์มีความอดทนมากพอที่จะอยู่ให้ครบตามกำหนดเวลา โดยไม่มีใครบ่นให้ได้ยิน (แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปบ่นที่ไหนหรือเปล่านะ) ซือเจ๊ไม่แน่ใจว่าคณะลูกทัวน์ของซือเจ๊รู้สึกอย่างไรบ้างกับการเข้าร่วมปฏิบัติธรรมที่ยาวนานขนาดนี้ แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ได้มีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศจริงด้วยตัวเองสักครั้ง ได้แต่หวังว่าคงจะได้อะไรกลับมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตตัวเองบ้างนะ

3 เม.ย.  : ออกเดินทางด้วยรถ First Class ที่ศูนย์บริการนครชัยแอร์ ทั้งที่พึ่งต้นเดือนแต่คนเยอะมากรถติดอีกต่างหาก ซือเจ๊กับเพื่อนต้องซึ่งมอเตอร์ไซต์เพื่อมาให้ทันเวลา เมื่อคณะลูกทัวน์มาพร้อมหน้ากัน ก็ออกเดินทางจากกรุงเทพตอนเที่ยงคืนกว่าๆ การเดินทางสะดวกสบายและราบรื่นตลอดเส้นทาง แรกๆก็เม้าท์กันกระจายเพราะตื่นเต้นกับลูกเล่นของรถหรูคันนี้ สักพักก็หลับปุ๋ยกันทุกคน นี่ละน๊าวัยกำลังกินกำลังนอน

4 เม.ย. : ราวๆตี 5 ครึ่งก็ถึงขอนแก่นโดยสวัสดิภาพ คณะลูกทัวน์วัยกำลังกินกำลังนอนของเจ๊ ก็แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย พอตื่นก็หิวซะงั้นแหล่ะ (ใครไม่รู้ก่อนนอนก็กินไปเยอะแล้ว ตื่นมายังจะหิวอีก) จากนั้นพี่สาวเจ๊ก็มารับคณะลูกทัวน์ไปพักผ่อนตามอัธยาศัยที่บ้าน มีบรุษหนุ่มนายหนึ่ง ยังสามารถนอนหลับต่อได้อีก แถมหลับสนิทซะไม่กล้าปลุกเลย(ใครก็ไม่รู้อิอิ) ส่วนซือเจ๊ก็พาเพื่อนเดินดูรอบๆบ้าน เพราะเป็นครั้งแรกที่เพื่อนที่ทำงานมาเยี่ยมที่บ้าน ถือเป็นเพื่อนกลุ่มแรกที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเจ๊นะเนียะ (อภิสิทธิ์ชนเจงๆ) เมื่อได้เวลา ก็อาบน้ำ กินข้าว แล้วก็เปลี่ยนรถเพื่อบรรทุกสัมภารก มุ่งหน้าสู่เวฬุวันสถาน :P

พอมาถึงเวฬุวันก็เตรียมการเรื่องเช่าชุด น้ำดื่ม และที่พักให้เรียบร้อย แล้วก็เดินทางไปลงทะเบียนเพื่อรายงานตัวว่ามาถึงแล้ว (แต่ว่าผ่านไป 3 วันก็ยังรายงานตัวไม่เสร็จเพราะคนเยอะมาก..แอบแคือง!) หลังจากส่ง นช.(นักโทษชาย) เอ้ยไม่ใช่ ผู้ปฏิบัติธรรมชายเข้าที่พักแล้ว (ยังสามารถนอนต่อได้อีกเชื่อเขาเลย) ซือเจ๊กับคณะลูกทัวน์ที่เป็นหญิงก็กลับเข้าที่พักเพื่อรอร่วมกิจกรรมต่อไป ผ่านไปไม่นาน ก็มีลูกทัวน์อีก 2 คนตามมาสมทบอีก ซือเจ๊ก็จัดลูกทีมนางหนึ่งไป Support และให้ทำตาม Step เดิม จนถึงเวลาเย็นๆก็เข้าร่วมทำวัตรเย็น และก็ทำพิธีสมาทานกรรมฐานและรับศีล 8 จาก นักโทษชายก็จะกลายเป็น “เทพบุตร” จากนักโทษหญิงก็จะกลายเป็น “เทพธิดา” เพราะทุกคนต่างอยู่ในชุดขาวบริสุทธิ์ ถือศีล 8 และเป็นที่รู้แก่ใจกันเป็นอย่างดี ว่าจากนี้ไป “ห้ามเยี่ยมห้ามประกัน” 

5-7 เม.ย : ถือเป็นช่วง 3 วันอันตราย ห้ามเข้าใกล้ และห้ามถามว่าอยากกลับไหม เพราะอาจได้รับคำตอบว่า “อยาก” ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่ซือเจ๊จะหลอนมาก และไม่อยากเข้าใกล้คณะลูกทัวน์สักเท่าไหร่ ห่างได้ห่าง โดยเฉพาะคนที่มีแววว่าจะอยู่ไม่ทน เลี่ยงได้ต้องเลี่ยง หลบได้ต้องหลบ เอาไว้วันที่ 4 ค่อยคุยกันเราฮ่าๆ :P  

ช่วงแรกๆของการอยู่ที่นี่ หลังจากที่ได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐาน และได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า และ เย็นเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันโดยปกติแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนจะเริ่มมีผิวพรรณผุดผ่อง ศีลจับ หน้าตาจะเริ่มสดใสได้ที่แล้ว แต่ตรงกันข้ามคณะลูกทัวน์ของเจ๊แต่ละคน ต้องบอกว่า “ราหูอม” เพราะแต่ละคนดำเมี่ยมเลย เนื่องจากแดดเผาที่นั่นอากาศจะร้อนมากแดดแรง ซือเจ๊จึงมักเรียกที่นี่ว่า “ขอนแก่นอาริโซน่า” ประกอบกับถือศีล 8 ถ้าทำผิด 1 ข้อถือว่าผิดหมดต้องขอสมาทานศีลใหม่ จึงไม่มีใครกล้าปรุงแต่งตัวเองสักเท่าไหร่ แต่จะทนได้นานสักเท่าไหร่กันเชียว อะไรก็ยอมได้แต่เรื่องนี้เจ๊ขอ หลังๆมาทุกคนต่างพร้อมใจเรียกครีมกันแดดว่ายากันแดด ทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ จึงไม่ใช่เครื่องสำอางค์อีกต่อไป :P เพราะมันกลายเป็น “โอสถ” มีสรรพคุณทางยา และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงเวลานี้เป็นอย่างมาก เช่น โรออน ก็กลายเป็นยาระงับกลิ่นกาย ที่ไม่ทาไม่ได้ไม่งั้นอาจตายหมู่ ครีมกันแดดก็ถือเป็นยาป้องกันผิวไหม้ แป้งก็เป็นยาป้องกันผดผื่น ลิปมัน ก็ป้องกันปากแตกไม่ทาไม่ได้เช่นกัน ฮ่าๆ เห็นไหมหล่ะว่ามันจำเป็นทั้งน๊าน และแล้วแม่เทพธิดาทั้งหลายก็รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด..ชีวิตที่เริ่มเข้าสู่ช่วงขาลงก็จะเป็นขาลงอย่างมีคุณค่าขึ้นมาอีกนิ๊ดหนึ่ง..  :D

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ทรมานมากๆ ระบบขับถ่ายพังกันเป็นแถบ เนื่องจากพฤติกรรมการกิน และการนอนผิดเวลาร่างกายปรับไม่ทัน ต้องพึ่งยาถ่ายเท่านั้น ขี้หดตดหายเป็นยังไง ได้รู้กันก็คราวนี้หล่ะ ถึงช่วงเวลาพักทีไรไม่อยู่ในห้องน้ำ ก็นอนเอาแรง แต่มีบุรุษนายหนึ่ง เวลาชาวบ้านเขานอนก็นอนด้วย เวลาชาวบ้านเขาปฏิบัติ ก็ยังสามารถนอนได้อีก เนื่องจากเป็นคนที่มีความคืบหน้าในการปฏิบัติธรรมสูงกว่าคนอื่นๆ เพียงไม่กี่วันสามารถหายตัวได้..กรรมฐานแรงกล้าจริงๆ หันมาทีไรไม่เคยจะเจอ พ่อเทพบุตรเค้าสุดยอดจริงๆแบบนี้ต้องขอหวย…ส่วนลูกทัวน์คนอื่นๆก็อยู่ในสภาพอ่อนเพลียเนื่องจากอากาศร้อนนั่งสมาธิไปก็หลับไปก็มี เดินจงกรมอยู่ก็ยังหลับในได้อยู่ สุดยอดมาก กว่าจะปรับตัวได้แทบแย่

8-10 เม.ย : การปฏิบัติธรรมเริ่มเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากเพิ่มเวลาจาก 30 เป็น 45 แล้วก็ 1 ชั่วโมงตามลำดับเนื่องจากมีเวลาให้ปฏิบัติ 2 ชั่วโมงครึ่ง ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกจัดสรรเวลาได้เอง ทั้งนี้มี option ให้เลือกด้วยว่าใครอยากแยกฏิบัติเป็น 2 บัลลังก์หรือจะทำเพียงบัลลังก์เดียวก็ตามสะดวก

สำหรับซือเจ๊และผองเพื่อน ผู้ช่ำชองหลังจากเครื่องร้อนจัดแล้ว เพราะวอร์มอัพมาหลายวัน ก็ขอปฏิบัติแบบ 1 บัลลังก์ยกเดียวจอดสนิทนั่ง 1 เดิน 1 ชั่วโมง สะใจจอร์จเจงๆ พอเสร็จก็เดินขาเป๋ กันเป็นแถบ ในการพักแต่ละครั้ง จะรู้สึกหิวกระหายน้ำมากๆ บางคนก็กินน้ำเปล่า บางคนก็ดื่มน้ำปานะเพื่อเพิ่มพลังงาน ชาวบ้านเขาก็กินกันวันละกล่อง สองกล่อง แต่ซือเจ๊นี่สิ ล่อไมโลวันละแพค ก็เราจะโตเราจะโตนี่นา อิอิ
ส่วนพวกที่ท่อนล่างพัง ขับถ่ายไม่สะดวกก็จะโด๊ปนมเปรี้ยวบ้าง ยาคูลล์บ้างหวังให้แลคโตบาซิลลัสช่วยชีวิต 1 ขวดมี 8 ล้านตัวแต่เจ๊ล่อไป 3ขวดไม่ออกทำไงดีละเนียะ ลำพังปกติก็ออกยากอยู่แล้ว นี่รวบรวมสรรพกำลังของแล๊คโตบาซิลลัสไปถึง 24 ล้านตัวยังไม่สามารถขับขี้เอ้ยขับเครื่อนวัตถุอันตรายออกมาได้อีก สุดท้ายก็ต้องพึ่งยาผีบอกของ พ่อเทพบุตรเค้า และแล้ว…ฟ้าก็เป็นใจ นั่งทำวัตรเย็นไม่เป็นสุขเลยพักเบรคทีต้องรีบลงมาขับวัตถุอันตรายออกจากร่างกายทันที พุ่งปี๊ดๆ ต้องขอบอกว่าของเขาดีจริงๆยาของพ่อเทพบุตรช่วยชีวิตคณะทัวน์ได้หลายคนทีเดียว

ในช่วงวันท้ายๆมีไฮน์ไลท์ ที่จัดว่าเป็นทีเด็ดที่ซือเจ๊ชอบมาก และเฝ้ารอเวลานี่มานาน นั่นคือการเดินจงกรมนอกสถานทีเนื่องจากอากาศดีสุดๆ ออกเดินตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จนพระอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมา อากาศตอนเช้าก็เย็นสบาย แต่ว่าปีนี้พาไปเดินไกลไปหน่อย แถมทางเดินทรมานสุดๆเมื่อก่อนเดินแค่พื้นปูน พื้นหญ้า และพื้นดิน คราวนี้พาไปเดินบนเนินกรวด แม่เจ้าทรมานสุดๆ และแล้วซือเจ๊ก็ได้ค้นพบว่าที่แท้เจ๊มันก็ “ผู้ดี” ดีๆนี่เองเดินจงกรมบนก้อนกรวด เดินทีตะแคงเท้าเดิน ต้องเดินช้าๆเท้านี้แดงไปหมด หินกรวดบาดเท้า โอยเจ็บ เจ็บเจงๆ (สำออยสุดๆ)ด่านนี้เป็นด่านปราบเซียน เพราะทุกคนจะเดินแบบได้อารมณ์มากๆ ปกติแล้วจะเดินกันอย่างสุภาพและสำรวมอาการ เพราะต้องพิจารณาทุข์ขเวทนาที่เกิดขึ้นไปด้วย ต้องกำหนดไปด้วย แต่ด่านนี้นึกว่า อุลังอุตังเดิน ฮ่าๆท่าเดินแต่ละคนสุดยอดจริงๆ เป็นครั้งแรกที่ซือเจ๊อยากสำแดงเดชให้โลกได้ประจักษ์เพราะอยากใช้หน้าเดินจงกรมแทนเท้า แล้วเราจะได้รู้กันว่า ระหว่างหน้ากับเท้าอันไหนด้านกว่ากัน (แล้วความสวยจะช่วยหนู)

หลังจากผ่านด่านทรหดมาได้ ก็มาถึงด่านสวงสวรรค์นั่นคือ ลานโพธิ์ ที่แสนสงบร่มเย็นและได้อารมณ์แห่งธรรมะสุดๆ แต่เสียดายด่านนี้ซือเจ๊ตะบะแตกอีกตามเคย เนื่องจากทุกคนต้องนั่งสมาธิกัน ซือเจ๊ก็มองหาที่เหมาะๆเพื่อนั่งสมาธิเพราะด่านนี้เจ๊ตั้งใจมาก แต่คณะลูกทัวน์เจ้ากรรม ที่นั่งมันก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ มันจะมานั่งเบียดเจ๊ทำไมฟร่ะเนียะ นั่งเฉยๆไม่ว่า เขากำลังได้อารมณ์แห่งธรรม ทันใดนั้นก็มีเสียงไม่พึงประสงค์ที่ฟังแล้วละม้ายคล้ายเสียงตดที่ดังมาก มาจากคนข้างๆ ในสภาพที่เงียบสงบ พอได้ยินเท่านั้นแหล่ะ เอาแล้วงานเข้าเจ๊แล้ว เจ๊ก็พยายามข่มอารมณ์ท่องยุบหนอ พองหนอ กำหนดอยู่นาน ข่มยังไงก็ข่มไม่ลง หลุดขำออกมาเสียงดังกระจายเท่านั้นแหล่ะสมาธิกระเจิง ทุกคนที่นั่งข้างๆก็ฮากันหมด โอยอายก็อาย คนเค้าจะหาว่าทีมเจ๊ไม่ตั้งใจปฏิบัติ แล้วใครมันจะไปทนได้หล่ะเนียะมาปล่อยให้ได้ยินกันซึ่งๆหน้าแบบนี้เนียะ หลุดกันทั้งแกงค์เลยวันนั้น แถมพอตอนมาปฏิบัติช่วงสายต่อ มันยังติดอารมณ์นั้นมาจะหลุดขำอีกหลายรอบเลย นึกแล้วยังขำไม่หายเลย แต่เจ้าตัวเขาก็มาบอกตอนหลังนะว่าไม่ใช่เสียงตด มันเป็นเสียงท้องร้อง จะเชื่อมันดีไหมเรา… คราวหลังไปนั่งไกลๆเลยนะโยม..ไม่ไหวสมาธิหายหมด!

11 เม.ย : วันนี้ตื่นมาทำวัตรเช้า แล้วก็ลาศีลแต่เช้า เก็บข้าวข้อง ทำความสะอาดที่พัก และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ แล้วก็เตรียมตัวกลับบ้าน น่าแปลกใจที่ปีนี้ นึกว่าฝนจะตก และจะมีหลายๆฤดูในหนึ่งวันเหมือนปีที่แล้ว แต่กลับมีแต่แดดร้อนทั้งวัน ตอนกลางคืนก็อากาศไม่เย็นเท่าไหร่ กลายเป็นว่าปีนี้เตรียมผ้าห่มไปเก้อ ปีที่แล้วหนาวแทบแย่ ปีนี้เลยกะพกผ้าห่มไปแก้แค้นเต็มที่ ปรากฏว่าไม่ได้ใช้ พอช่วงสายๆ หลังจากไปส่งลูกทีมขึ้นรถ เตรียมเดินทางกลับกรุงเทพแล้ว ช่วงบ่ายๆของวันนั้น กลับมีฝนตกหนัก และตั้งแต่วันที่ 11 เป็นต้นมาฝนก็ตกทุกวัน ไม่มีค่อยมีแสงแดด เท่าไหร่ ส่วนใหญ่อากาศจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนทุกวัน จนถึงวันที่ 15 เม.ย  ทำให้ซือเจ๊เริ่มแปลกใจว่า ทำไมตอนคณะลูกทัวน์เจ๊อยู่มันไม่ตกหว่า แต่พอพวกนี้ไปพ้นจังหวัดฝนมาจากไหนตกเอาๆ มันต้องมีอะไรแน่ๆน่าคิดนะเนียะ อิอิ

เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ซือเจ๊ก็ได้มีโอกาสสอบถามความรู้สึกและความคิดเห็นของลูกทีม ก็พบว่ามีทั้งที่เกิดความศัทธาอย่างแรงกล้า เข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น มีทั้งเกิดชอบการสวดมนต์ทำวัตรก็มี เพราะบทสวดที่นี่จะแปลเป็นไทยให้ด้วย เพื่อให้เข้าใจในเนื้อหาที่สวดด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าสวดไปวันๆไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ซึ้งอันนี้ซือเจ๊ก็เห็นด้วยเพราะตัวเองก็ชอบ ได้ฟังทีไรก็รู้สึกดี ดีใจที่ได้มีโอกาสทำวัตรเช้าและเย็นในทุกๆวันที่อยู่ที่นั้น

ทุกคนต่างก็มีมุมมองและสิ่งที่ตัวเองได้รับแตกต่างกันไป เพราะส่วนใหญ่จะเคยผ่านการปฏิบัติธรรมมาแล้ว จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะต่างมาเอาอารมณ์จะได้รักษาอารมณ์ตัวเองได้ ถ้าปล่อยไว้นานมันไม่กระตือรือล้นที่จะทำ ต้องมารับการกระตุ้นทุกปี ซือเจ๊เชื่อว่าการมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้คงไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน เชื่อว่าทุกคนคงได้อะไรกลับไปบ้างไม่มากก็น้อย เพราะคงหาโอกาสที่จะได้อยู่กับตัวเอง และได้สัมผัสกับความรู้สึกที่เรียกว่า “ความสงบ” แบบนี้ได้ยากยังไงก็ขออนุโมทนาบุญกับคณะลูกทัวน์ทุกคน หวังว่าจะยังคงรักษาอารมณ์แห่งธรรมะ เอาไว้ให้ได้นานที่สุด ถ้าปีหน้ามีโอกาสดีๆแบบนี้อีกก็เชิญนะ ซือเจ๊ยินดีต้อนรับเสมอแต่ขอให้มา อย่าทิ้งพระกรรมฐาน ปีนี้อาจจะไม่ได้อะไรมากเพราะไปกันเยอะ นิ่งได้ไม่นาน แถมยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ปีหน้ารู้และชินแล้ว ขอให้ตั้งใจกว่านี้ คราวนี้ต่างคนต่างอยู่ห้ามคุยกันนะแล้วพบกันใหม่ :P

ปล..ถึงคนบ่น สั้นพอไหม? อิอิ :P

ขอยืมคำพูดของคุณวิทวัส จากรายการตีสิบมาใช้สักหน่อย กับคำพูดที่ว่า”ความลับของสวรรค์ที่มนุษย์ควรรู้” ซือเจ๊เป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้และเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ว่ามันมีอยู่จริงในโลกใบนี้
เคยเกิดขึ้นจริง ส่งผลได้จริง สัมผัสได้จริง(โดยเฉพาะคนที่เคยได้รับผลแห่งการกระทำนั้นแล้ว)แต่เป็นสิ่งที่ยากแก่การพิสูจน์ถึงที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน หรือที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็น “อจินตัย”

อจินตัย คือ สิ่งที่ไม่ควรคิดเนื่องจากสิ่งนั้นเรื่องนั้นพ้นวิสัยปัญญาของมวลมนุษย์ที่จะคิดได้
สิ่งที่จัดเป็น อจินตัย มี 4 ประการดังนี้
(1.) พุทธวิสัย  หมายถึง พุทธอำนาจ พุทธานุภาพ
(2.) ฌานวิสัย  หมายถึง อำนาจฌาน ฌานานุภาพ
(3.) กรรมวิบาก หมายถึง อำนาจของกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กรรมานุภาพ
(4.) โลกจินตะ หมายถึง การคิดเรื่องในโลกของพวกนักคิด

 อ่านรายละเอียดเรื่องอจินตัยเพิ่มเติมได้ที่นี่

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนซือเจ๊ได้มีโอกาสดูโฆษณารายการตีสิบว่าจะมีแขกรับเชิญที่สามารถแสกนกรรมได้มาออกรายการ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ ฟังผ่านๆหู พอช่วงเย็นซือเจ๊ได้แวะไปที่ร้าน B2S
เพื่อหาซื้อสมุดโน๊ตสำหรับทำงานสักหน่อย ปรากฏว่าไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ตั้งโชว์อยู่ ดูแล้วน่าสนใจนั่นคือหนังสือชื่อ “แสกนกรรม” แล้วก็มีข้อความที่เขียนว่า ผู้หญิงตาทิพย์ มองทะลุกรรม ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโดยคุณ กฤษณา สุยะมงคล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “อาจารย์เอ๋” ซือเจ๊เห็นข้อความที่เขียนตรงหน้าปกก็ แปลกใจว่า อะไรจะปาฏิหาริย์ขนาดนั้นเนียะ..จึงลองเปิดอ่านเนื้อหาด้านในคร่าวๆ และดูเหมือนจะพูดถึงหลวงพ่อจรัญไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วยเท่านั้นแหล่ะ ซือเจ๊สนใจขึ้นมาทันที และก็ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านอย่างไม่ลังเล เพราะเป็นศิษย์สำนักเดียวกันเชื่อถือได้แน่นอน คิดว่าอ่านก่อนแล้วค่อยตามไปดูรายการ จะได้มีข้อมูลไว้วิเคราะห์ในสิ่งที่เขาพูดบ้าง.

หลังจากได้หนังสือเล่มนี้มาก็มานั่งอ่าน และเนื่องจากเป็นเรื่องที่สนใจ จึงอ่านจบภายในวันเดียว ตอนแรกๆกะว่าจะอ่านผ่านๆแค่นั้น จึงไม่ได้เริ่มต้นอ่านตั้งแต่บทแรกๆ เจ๊สุ่มเลือกอ่านเป็นบทๆ แต่ดันซวยไปอ่านเจอบทกลางๆ ที่อาจารย์เอ๋เล่าเรื่อง ของตัวเองว่าไปเจอวิบากกรรมอะไรมาบ้าง อ่านไปก็หงุดหงิดไป อะไรจะโง่ขนาดนั้นฟร่ะเนียะ นางเอกสุดๆโดนรังแกซ้ำๆซากๆกับเรื่องเดิมๆ ไม่หยุดไม่หย่อน ซือเจ๊ก็แอบลุ้นว่าเมื่อไหร่จะหลุดซักทีเนียะ ชีวิตยังกะละครน้ำเน่า แนวๆเมียน้อยเมียหลวงเหมือนในละครเด๊ะ (หรือว่าชีวิตคนมันจะเหมือนละครจริงๆหว่าแอบสงสัย) อ่านไปซือเจ๊ก็ปลงไป และเริ่มสงสัยว่าเขาไปทำอะไรมาถึงได้โดนขนาดนี้ เริ่มเข้าใจว่ามนุษย์เรานี่มันมีทุกข์กันทุกคน และทุกข์ของแต่ละคนก็หนักหนาสาหัสแตกต่างกัน บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นเราจะทนได้ขนาดนี้ไหมเนียะ(แอบหยอง!!!)

แต่สุดท้ายก็หลุดพ้นจากความทุกข์จนได้ หนังสือเล่มนี้อาจารย์เอ๋เขียนอ่านง่าย ใช้คำพูดง่ายๆเหมือนการเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง และสิ่งที่เขียนที่เล่ามานั้นเป็นประสบการณ์ตรงและเกิดขึ้นจริงกับตัวเอง แถมเล่าได้เห็นภาพมากๆมีตัวอย่างการ แสกนกรรมของคนอื่นๆให้ดูเป็นกรณีศึกษา จากหลายๆคนที่อาจารย์เอ๋เคยไปแสกนกรรมให้ และคัดเฉพาะอันที่ดูเด็ดๆและเปิดเผยได้เท่านั้นมาเขียนเล่าให้ฟัง ซึ่งก็ได้อรรถรสดี ทำให้รู้สึกว่าที่ยกมานั้นมันน้อยไป อยากเห็นอีกหลายๆตัวอย่าง

จากที่อ่านหนังสือเล่มนี้มาซือเจ๊จะชอบบทที่ 2 มากที่สุด เพราะเขาเล่าเรื่องที่ไปแสกนกรรมให้ฟัง ฟังแล้วขนลุก เหมือนภาพที่เขาเห็นนั้นมันจริง เพราะคนที่ถูกแสกนก็ขานรับว่าจริง! เนื่องจากมีทั้งกรรมที่เป็นผลจากการกระทำไว้ชาติที่แล้ว (เขาจะพูดในสิ่งที่เขาเห็น ส่วนคนทำจะรู้เมื่อ เขาพูดถึงผลที่มันเกิดขึ้นจริงกับชีวิตตัวเอง ณ ปัจจุบัน) ซึ่งบอกได้ละเอียดมากว่าไปทำอะไรมาแล้วส่งผลยังไง แถมบอกได้อีกด้วยว่าต้องแก้ไขอย่างไรจึงจะเบาบางลง และกรรมที่เป็นผลจากชาติปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการซุกซนในวัยเด็กและไปเผลอทำกรรมแบบไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วส่งผลให้เห็นแบบทันตาเห็น

ซึ่งอันนี้แหล่ะน่าคิดสุดๆ ฟังดูไม่แฟร์เท่าไหร่ เพราะเรากระทำบนความไม่ตั้งใจ บนความไม่รู้ เพราะถ้ารู้ว่าจะบาปเราจะทำไหมหล่ะนั้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจทำ ยังต้องรับกรรมซะขนาดนี้ แล้วพวกที่ตั้งใจทำทั้งๆที่รู้ว่าผิดนี่ ต้องโดนกันขนาดไหนเนียะ หยองเจงๆ.. ในทางโลกในแง่ของกฏหมายเขาจะถือเอาเจตนาเป็นตัวตัดสินว่าผิดจริงหรือไม่ แต่ในทางธรรม ถ้าทำผิดไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถือว่าผิด (เซร้งไหมล่ะนั้น) แต่ถ้ามาลองคิดดูดีๆจะได้คำตอบทันทีว่า ทำไมเขาถึงบอกว่าเวลาทำอะไรให้มีสติหน่อย และทำไมเราถึงต้องฝึกฝนตัวเองให้มีสติ และรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ก็เพื่อไม่ให้เราไปเผลอตัว เผลอใจไปกระทำในสิ่งที่ผิดนั่นเอง (เออฟังดูดีมีเหตุผล ซือเจ๊ก็ช่างคิดได้เน้อ..ฉลาดเหาะ!! อิอิ ) เอาเป็นว่าใครสนใจเรื่องกรรม ก็ลองไปหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูซือเจ๊แนะนำ  ถ้าลองอ่านและคิดตาม มันมีเหตุผลมีผล และมีอะไรบางอย่างที่เป็นคำตอบให้ชีวิตเราอยู่นะ แนะนำคะ

img_97954

 

 เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า  “ไม่มีใครหนีกรรมพ้น” แล้วเราเคยเชื่อไหมว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง แล้วเราจะเชื่อว่ามันมีจริงได้เมื่อไหร่? ลองคิดเล่นๆดู

หลักกฏแห่งกรรม กล่าวเอาไว้ว่า
สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เมื่อทำกรรมอย่างใดไว้
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ย่อมจักเป็นทายาท
คือ ผู้รับผลแห่งกรรมนั้นเสมอ

ซือเจ๊ว่าทุกคนอ่านข้อความข้างต้นคงพอจะคุ้นหู กับคำพูดเหล่านี้ เพราะคงเคยได้ยินกันบ่อยๆ แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่อ และใส่ใจกับเรื่องพวกนี้จริงจัง (เกิดแล้วเกิดเลยจริงๆ อยู่เพื่อรอวันตายไปวันๆหาสาระไม่เจอ นี่ไม่ได้ว่าใครนะ )

กรรม หมายถึง การงานที่บุคคลกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ แบ่งออกเป็น 3 ประการคือ กุศลกรรม (กรรมที่เป็นส่วนดี ) อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นส่วนชั่ว) อัพยากตกรรม (กรรมที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศล) จะเห็นว่าเราสามารถก่อกรรมได้ถึง 3ทางไม่ว่าจะสร้างกรรมด้วย กาย วาจา หรือใจก็ตาม ในเมื่อมีช่องทางในการสร้างกรรมได้ตั้ง 3 ทาง จะระวังยังไงไหวหล่ะคราวนี้ สิ่งที่จะเป็นตัวช่วยในการลดการสร้างกรรมได้นั่นคือ การถือศีลให้ครบ และไม่ละเมิดต่อศีล เมื่อไม่ละเมิดต่อศีล โอกาสที่จะผิดพลาดทั้งทางกาย วาจา หรือใจก็น้อยลง

ในมุมของเจ้ากรรมนายเวร เจ้ากรรมนายเวรเป็นตัวยังไง อยากเห็นไหม? ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกลไปหรอก เขาอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง อาจารย์เอ๋บอกว่าส่วนใหญ่แล้วเจ้ากรรมนายเวรของเรามักจะวนเวียนอยู่รอบๆตัวเรานี่เองแหล่ะนั้นคือ เขาอาจจะกลับชาติมาเกิดเป็น พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย สามี หรือ ภรรยาของเรานี่เองหล่ะ มันวนเวียนแถวนี้ มักจะมีเหตุให้มาใกล้กันให้มาพบเจอและรู้จักกันเข้าจนได้ เพราะคนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เราแคร์ความรู้สึก เขาจึงก่อทุกข์ให้เราได้มากที่สุดด้วย ปกติคนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อจิตใจ อารมณ์และความรู้สึกของเรา สำหรับเรื่องนี้ซือเจ๊เห็นด้วยมากเลยว่ามันมีส่วนจริงอยู่มาก สนับสนุนแนวคิดที่ว่า ยิ่งเรารักพวกเขามากเท่าไหร่เราก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น เพราะความรักมักก่อให้เกิดการคาดหวัง และคนที่มีอิทธิพลทั้งทางกาย และทางใจต่อเรา  จึงมักเป็นตัวนำพาความทุกข์ที่ดีที่สุดในโลก เป็นบ่วงผูกมัดเรามิให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ง่ายๆ เวลามีทุกข์ ส่วนใหญ่แล้วทุกข์มันจะเกิดที่ใจก่อน ดังนั้นเวลาจะแก้ทุกข็ก็ต้องแก้ที่ใจ ดับที่ใจเราให้ได้ก่อนแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นตามลำดับ

มาถึงตอนนี้ซือเจ๊ขอฝากหนังสือเล่มนี้ รวมทั้ง VDO รายการตีสิบที่อาจารย์เอ๋ไปออกรายการมาสองตอนไว้ให้ติดตามดูกันเผื่อจะมีใครสนใจบ้าง Blog เรื่องนี้คงเป็น Blog สุดท้ายสำหรับเดือนนี้เนื่องจากซือเจ๊คงต้องเดินทางไปปฏิบัติธรรมแล้วคงได้เจอกันอีกทีหลังสงกรานต์โน้นแหล่ะ แล้วเจอกันคะ  :P

อาจารย์เอ๋ แสกนกรรม ตอน 1
อาจารย์เอ๋ แสกนกรรม ตอน 2

รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยถึงปานกลางเหตุเพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง2อาทิตย์ก็จะได้เวลาเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรอีกรอบแล้วครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่3สำหรับการเข้าวัดปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวันขอนแก่น จะว่าไปมาลองไล่ดูดีกว่าว่าชีวิตนี้สะสมอริยะทรัพย์ไปได้แล้วกี่แต้ม (ช่วงนี้ซือเจ๊กลายเป็นเด็กล่าแต้มไปแล้ว -_-”)

ครั้งที่ 1 : เป็นเพียงการไปสังเกตการณ์แบบผู้ปฏิบัติธรรมทั่วไปเข้าร่วมเพียงแค่ 4 วัน(ติดสอยห้อยตามชาวบ้านเขาไป ลองของว่างั้น แต่กลับประทับใจมิรู้ลืม.)
ครั้งที่ 2 : เข้าร่วมโครงการ “แสงธรรมนำชีวิต”  8 วัน (การไปครั้งนี้ตั้งใจมาก เนื่องจากห่างหายมาหลายปี พอสอบเสร็จรีบเดินทางไปร่วมโครงการทันที )
ครั้งที่ 3 : ที่กำลังจะมาถึงนี้ชื่อโครงการว่า”ใต้ร่มพุทธธรรม” อีก 8 วัน 7 คืนคือวันที่ 4-11 เมษายน 2552 ที่จะถึงนี้  (วางแผนล่วงหน้าไว้เป็นปี ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยก่อนเดินทาง 1 เดือนเต็มๆกันพลาด อิอิ)
ปฏิบัติเองที่ห้อง : โครงการ “บทพิสูจน์ความเป็นอริยะ” อันนี้ตั้งใจปฏิบัติเองที่ห้อง ช่วงเข้าพรรษาระยะเวลา 89 วัน (กว่าจะครบก็ล่วงเลยวันออกพรรษามาหลายเพลาอยู่ ฮ่าๆ แต่ก็ครบน๊า..  :P )

สรุปยอดรวมการสะสมอริยะทรัพย์รวมครั้งที่จะถึงนี้ด้วย รวมๆแล้วก็เป็นจำนวน 109 แต้มแล้ว แอบภูมิใจเล็กน้อยถึงปานกลางถึงแม้ว่ามันจะไม่มากมายก็ตามที เนื่องจากคนอื่นเขาปฏิบัติได้ตลอดทั้งปี แต่ซือเจ๊ยังไม่สามารถทำได้ขนาดนั้นเอาเป็นว่า หลังจากรอบที่จะถึงนี้ผ่านไป จะพยายามทำให้ได้ตลอดทั้งปี (นี่คือเป้าหมายนะ เด๋วสิ้นปีมาดูกันอีกทีแอบฝันเล็กๆว่าอยากทำให้ได้อย่างนั้นจัง )

ช่วงนี้แอบลุ้นอยู่ในใจเกรงมีปัญหาแล้วทำให้ไปไม่ได้ และรู้สึกว่าตัวเองเริ่มควบคุมจิตใจตัวเองไม่ค่อยได้เท่าไหร่ อารมณ์เยี่ยงมนุษย์ผู้มีจิตเบื้องต่ำเริ่มจับอีกแล้ว หลังจากห่างหายจากการปฏิบัติธรรมมาพักหนึ่ง เชื่อแล้วว่าทำไมพระอาจารย์ถึงบอกให้ทำทุกวัน ทำให้เป็นนิสัย ทำวันละ 15 นาทีก็ยังดี เข็ดเลยต่อไปจะไม่ยอมห่างหายแบบนี้แล้ว เพราะยิ่งห่างยิ่งเหมือนกับต้องเริ่มต้นจาก 0 ใหม่แถมเวลามีเรื่องมากระทบทีก็ไม่รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองอีกตะหากแบบนี้แย่  และยิ่งเป็นตัวเร่งให้อยากเข้าไปปฏิบัติธรรมเร็วๆ

การไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ มีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยอีกราวๆ 4 คนอารมณ์ไหนก็ไม่อาจทราบได้ ทำไมอยู่ดีๆถึงอยากไปปฏิบัติธรรมกันหว่า (แอบงงเล็กน้อย!!) สำหรับสมาชิกที่จะร่วมเดินทางไปกับซือเจ๊ครั้งนี้ซือเจ๊ขอแจ้งให้ทำใจไว้ล่วงหน้าก่อนนะว่า การปฏิบัติธรรมนี่มันลำบาก ครั้นจะคิดว่า อยากจะไปพักผ่อน สบายๆในวันหยุดยาวจะได้ตื่นสายๆ นั่นไม่มีนะ ต้องนอนกะพื้นแบบเสื่อผืนหมอนใบ ที่นอนนุ่มๆแบบที่อยู่ห้องนี่ไม่มี ผ้าห่มฟูฟ่องหนาๆ แอร์เย็นสบาย น้ำเย็นๆชื่นใจ กาแฟร้อนตอนเช้า นี่ไม่มีนะ (แต่มีตู้น้ำร้อนให้ ถ้าอยากกินกาแฟโอวันติน ก็นำไปเองได้ หรือจะซื้อที่สหกรณ์ก็ได้ แต่เดินไกลหายอยากกันพอดี ฝึกความอดทนพอดีหล่ะเจ๊จะได้ถือโอกาส ออกกาแฟอีกรอบ ฮ่าๆพักนี้เริ่มติดอีกแล้ว )

กินข้าวก็ต้องรอให้พร้อมทุกคนก่อน ไม่ว่าจะหิวแค่ไหนก็ต้องสวดมนต์ก่อนกิน กินเสร็จก็ต้องล้างจานและนำไปเก็บไว้ให้เรียบร้อย ข้าวมื้อหนักๆนี่กินได้เพียงมื้อเช้า กับสายๆก่อนเที่ยงเท่านั้น หลังเที่ยงไปแล้ว
กินอาหารที่เป็นของขบเคี้ยวไม่ได้ กินได้แต่แบบเป็นน้ำเท่านั้นเรียกว่า น้ำปานะ (บางคนยังอุส่าห์พกลูกอมไปอมอีก มีหน้ามาบอกว่าอมเอาแต่น้ำนี่ ไม่ได้เคี้ยว น่านแถไปเรื่อยอะ) ได้ยินแบบนี้แล้วอย่าคิดกักตุนสะเบียงโดยการกินเยอะๆหล่ะ ไม่งั้นงานนี้มีหลับในห้องกรรมฐานแน่นอน ซือเจ๊แนะนำให้กินแต่พออิ่ม (ตามหลัก กินน้อย นอนน้อย ทำความเพียรมาก ) การนอนจะเข้านอนราวๆ  3 ทุ่มตื่นตี 3 แล้วก็พร้อมเพรียงกันราวๆตี 4 ครึ่ง

ชีวิตจะอยู่อย่างนี้ 7 คืน 8 วัน(ฟังดูน่าเบื่อมากๆ แล้วจะรู้คำตอบว่า ในหนึ่งวันมันเร็วหรือช้า จุดนี้จะทำให้รู้จักบริหารเวลาได้ดีขึ้น) โดยในแต่ละวันจะหมดไปกับการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เช็น ปฏิบัติธรรม ฟังคำสอน และก็มีเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อให้ทำกิจส่วนตัวเช่น ซักผ้า อาบน้ำ นอน พักผ่อนอิริยาบท เป็นต้น (ห้ามไปจับกลุ่มเมาท์กันให้เสียสภาวะอารมณ์หล่ะ ปิดวาจาไว้ดีที่สุด พูดให้น้อยจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน)

ถึงตอนนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าลูกทัวน์ของซือเจ๊จะทนความลำบากได้หรือไม่  แต่ยังไงก็ขอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทรมานที่สุดไปให้ได้ก็แล้วกันนะ นั่นคือ 3 วันแรกของการปรับอารมณ์เนื่องจากยังมีกิเลสหนาอยู่ (แล้วจะรู้ซึ้งถึงความทรมาน ใครไม่มีความคิดอยากกลับบ้านให้รู้ไป แฮ่ะๆแอบขู่ อิอิ ) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ว่าวติดลมบน เมื่อนั่นแหล่ะลิ้วเลยคราวนี้ ถ้าพ้น 3 วันไปได้แล้ว ถือว่าเริ่มเอาชนะตัวเองมาได้แล้วระดับหนึ่ง ดังนั้นซือเจ๊ขอให้ลูกทัวน์ทุกคนเดินหน้าต่อไป ตั้งใจ และอดทนให้มากๆ บอกตัวเองว่า โอกาสที่จะได้มาทำแบบนี้ไม่ได้มีง่ายๆ ในเมื่อยอมเสียเวลา ละทิ้งทุกอย่างเพื่อเข้ามาค้นหาอะไรบางอย่างแล้ว ก็ขอให้ค้นและเก็บเกี่ยวมันไปให้ได้มากที่สุดนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นห้ามถอยเด็ดขาด คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ คนอื่นทนได้เราก็ต้องทนให้ได้เช่นกัน

8 วันนี้จะว่าน้อยมันก็ไม่น้อยนะ จะว่ามากมันก็ไม่มาก เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านพ้นไปแล้วหล่ะ อีกอย่างปีหนึ่งมี 365 วันขอเวลาให้ตัวเอง ขอเวลาเพื่ออยู่กับตัวเอง เพียงแค่ 8 วันเพื่อสร้างความดี เพื่อพิสูจน์ตัวเองฝึกเอาชนะตัวเองบ้างจะได้ไหม แล้วมาดูสิว่า คำว่ามีสมาธิ มีสติ มีปัญญา มันเป็นอย่างไร ลองไปให้รู้ ไปให้เห็นด้วยตนเองนะ มาถึงตอนนี้มีใครอยากจะขอถอนตัวไหม? แจ้งได้นะ..ถ้าป๊อด!  :P   สำหรับรายละเอียดต่างๆรวมทั้งการนัดหมายเวลาเดินทางซือเจ๊จะขอส่งเมลล์แจ้งให้ทราบแล้วกันนะคะ แจ้งตรงนี้เห็นจะยาวไปแล้ว เอาเป็นว่าถ้ายังไม่เปลี่ยนใจ ก็ขออนุโมทนาบุญไว้ล่วงหน้าคะ แล้วพบกันที่เวฬุวัน!!  :D

เก็บตกจากการกลับบ้านเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อย่างที่เคยเขียนเล่าไปแล้วว่า เวลากลับบ้านทีไรอาหารจานโปรดที่ซือเจ๊ต้องกินคือ “กระดูกหมูทอดกระเทียมพริกไทย” ฝือมือแม่ที่ทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน รสชาดกลมกล่อมกำลังดี 

ขณะที่นั่งกินข้าวกันอยู่ หนึ่งในสมาชิกบนโต๊ะอาหาร คือเจ้า “แทคเตอร์” หลานชายสุดป่วนของซือเจ๊เอง ซึ่งกำลังอยู่ในวัยกำลังซน วัยสอดรู้สอดเห็น เอ้ยไม่ใช่ๆ วัยอยากรู้อยากเห็น และชั่งซักเป็นพิเศษ ทำเอาทุกคนถึงกับเซ็งกับการช่างชักของมันอยู่บ่อยๆ  เพราะไม่รู้จะตอบมันยังไงดี เนื่องจากสงสัยไม่หยุด ถามซะจนคนตอบหมดปัญญาจะตอบมันเลยหล่ะ

ที่บ้านซือเจ๊จะเลี้ยงหมาไว้หลายตัวมาก มีทั้งหมาไทยและหมาเทศ (ตัวเหม็นสุดๆ) หมาเทศนี่ขี้โรคมาก ต้องเตรียมอาหารสำหรับเขาโดยเฉพาะ ส่วนหมาไทยกินได้ทุกอย่าง (ทั้งแบบอนุญาตให้กินและไม่อนุญาตแต่มันไปหามากินเอง เลี้ยงง่ายเน้อ.) แถมทนทายาดสุดๆ ตายยากสุดๆ แก่จนไม่มีฟันจะแทะกระดูกแล้วก็มีแฮ่ะๆ หลังจากกินข้าวไปสักพัก พ่อก็กินอิ่มและขอตัวไปทำงานต่อ เดินไปได้ไม่นานก็เดินกลับมา 

ต่อไปนี้คือบทสนทนาระหว่างคุณหลานกับคุณตา :

คุณตา : อย่าเอากระดูกให้จิมมี่ (หมาเทศตัวโปรดของพ่อ) กินนะมันกินไม่ได้เดี๋ยวเป็นโรคลำไส้ตายเหมือนเจ้าบรู๊ค (หมาเทศจอมเจ้าเหล่ห์แสนซนของพ่อ) นอกนั้นให้กินได้หมดเลย..

แทคเตอร์ : คุณตาเจ้า บรู๊ค มันไปไหน?

คุณตา : เจ้าบรู๊คมันตายแล้ว

แทคเตอร์ : มันตายไปไหน?

คุณตา : ตายแล้วก็ไปเป็นผีไง  (พ่อพูดไปเดินไปเตรียมเผ่นหนีเจ้าแทคเตอร์เพราะคิดว่ามันต้องถามอีกแน่ๆ)

แทคเตอร์ : มันเป็นผีอะไร คุณตามันมันเป็นผีอะไร

คุณตา : โอ๊ย …มันจะซักไปถึงไหนเนียะ พร้อมกับตอบให้เสร็จๆไปว่า ตายแล้วก็เป็น ” ผีหมา” ไง

 

เท่านั้นแหล่ะ ซือเจ๊และพี่สาว ซึ่งนั่งฟังอยู่นาน ถึงกับฮากร๊ากขึ้นมาทันที ด้วยความขำ พร้อมกับพูดขึ้นว่า เออจริงของพ่อ หมาตายแล้วก็เป็นผีหมาจริงๆด้วยหว่ะ อันนี้เถียงไม่ได้แล้วเพราะมันคือความจริง ฮ่าๆ :P

Older Posts »