Feed on
รายการ
ความคิดเห็น

กลับมารายงานตัวกันอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปเป็นแรมเดือน เมื่อเดือนที่ผ่านมาซือเจ๊ได้ตั้งเป้าหมายระยะสั้นไว้ เพื่อจะทำอะไรบางอย่าง อย่างใจจดใจจ่อ ในใจก็อดลุ้นไม่ได้ว่าจะทำได้ไหมนะ แต่ก็พยายามที่สุดแล้ว

ภารกิจที่หนึ่ง : ซือเจ๊ตั้งใจที่จะงดดื่มกาแฟสด เนื่องจากรู้สึกว่ามันสิ้นเปลือง และสุขภาพแย่ลงแถมอ้วนตัวบวมด้วย ตอนเช้าหน้าตาก็ไม่สดชื่น วันไหนไม่ได้กินรู้สึกอารมณ์ไม่จอย หงุดหงิดชอบกล อีกอย่างรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องกินแล้วเนื่องจากไม่ต้องอ่านหนังสือดึกๆดื่นๆเหมือนเมื่อก่อน แถมช่วงนี้พบหมอฟันเนื่องจากเริ่มมีคราบกาแฟเกาะแล้ว (หมดสวยอิอิ) สรุปว่าซือเจ๊เลิกกาแฟสำเร็จแล้วนะ ช่วงนี้รู้สึกดีมากๆไม่ปวดหัว นอนหลับสบาย ตื่นขึ้นมาก็ไม่ปวดหัว ไม่เกิดอาการโหยหาคาเฟอีนอีกต่อไปแล้ว

ภารกิจที่สอง : ตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 30 วันเพื่อจะเป็นการฝึกและนำร่องให้ฝึกให้เป็นนิสัยให้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันต่อไปให้ครบปี แต่ทำได้เพียงแค่ 2 อาทิตย์ก็ไม่สามารถทำต่อได้ เนื่องจากจิตใจไม่สงบ เพราะยังกังวลภารกิจที่สามคือเรืองการสอบภาษาอังกฤษครั้งสุดท้ายซึ่งต้องส่งผลให้ทางมหาลัยภายในสิ้นเดือนนี้ ไม่งั้นก็ต้องจบปีหน้าแทน ซือเจ๊จึงพักเรื่องการปฏิบัติธรรมเอาไว้ก่อนเนื่องจากเวลามันคาบเกี่ยวกัน ต้องอ่านหนังสือถึงตี 2 และตื่นขึ้นมาตี 4 ไม่ไหว ปกติซือเจ๊จะตื่นตี 4 ขึ้นมาปฏิบัติธรรม (สวดมนต์ไว้พระ , เดินจงกรม, นั่งสมาธิ) จนถึง 6 โมงครึ่งจึงจะเสร็จ ถือว่ากิจกรรมนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่จนกว่าจะได้

ภารกิจที่สาม : คือตั้งหน้าตั้งตาสอบ Toeic ให้ผ่านเค้าต้องการ 700 คะแนน สอบให้ตายก็ไม่ถึงซักทีไม่รู้ทำไม อิอิปกติซือเจ๊จะอ่อนวิชาภาษาอังกฤษมากๆ พอต้องมาสอบมาอ่านอะไรแบบนี้รู้สึกว่ามันทรมาน เพื่อนจึงชวนไปเรียนภาษาเพิ่มเติมใช้เวลาเรียน 3 อาทิตย์เรียนเพื่อสอบ Toeic โดยตรงเรียนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9:30-15:30 ทุกวันเป็นเวลา 3 อาทิตย์เรียกได้ว่าเป็นเดือนที่หนักและเหนื่อยน่าดูเนื่องจาก ต้องออกจากห้องแต่เช้าทุกวันไม่มีวันหยุดเลย กลับถึงห้องก็ต้องรีบอ่านทบทวน และเตรียมอ่านที่จะต้องเรียนของวันถัดไป ช่วงวันธรรมดาหลังจากเลิกงานก็ต้องรีบกลับมาอ่าน อ่าน อ่านแล้วก็อ่าน จนกระทั้งมาถึงอาทิตย์ที่ 4 ที่ต้องไปสอบกลายเป็นว่า ซือเจ๊มีเวลาไม่ทันที่จะฝึกทำข้อสอบ พอไปสอบจริงๆก็เป็นดังคาดทำไม่ทันซะงั้น อ่านมาแทบตายวัยรุ่นเซร้งเจงๆ สอบวันพฤหัส ผลออกวันศุกร์ ก็เป็นดังคาดไว้คือไม่ผ่าน (แต่ขอไม่แจ้งคะแนนนะคะอ๊ายอายหล่ะ อิอิ) ตอนรู้ผลใหม่ๆอาการยังกะคนอกหัก รักคุดยังไงยังงั้นเลย เนื่องจากตั้งใจมากๆ พยายามมากๆ มันก็ยังไม่ได้อยู่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าพื้นฐานเราไม่แน่น คงต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่นสักหน่อย ไม่เป็นไรสู้ต่อไป สักวันต้องดีขึ้น สักวันต้องผ่าน ก็เป็นอันว่าซือเจ๊ยังไม่จบโท ในปีนี้ และสรุปว่าปีนี้ สาขาที่ซือเจ๊เรียนและรุ่นซือเจ๊มีคนจบการศึกษาที่จะรับปริญญาในปีนี้ได้เพียงแค่ 3 คนจาก 29 คน ที่เหลือติดภาษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเสียเวลาจริงๆ… ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่แต่ยังไงก็จะพยายามรับผิดชอบหน้าทีของตัวเองให้ดีที่สุด และหวังว่ามันคงสำเร็จลงได้ในสักวัน..

ตอนนี้แผนระยะสั้นสำหรับเดือนมิถุนายนก็ได้ทำไปแล้วสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ลงมือทำ ไม่เพียงแต่คิดหรือพูดไว้เท่านั้น ตอนนี้ซือเจ๊รู้สึกสนุกกับการวางแผนระยะสั้นเพื่อทำอะไรหลายๆอย่างมากๆ มันเป็นการฝึกตัวเองอย่างหนึ่งแนะนำนะคะ สำหรับเดือนหน้าซือเจ๊ก็ได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะทำอะไรบ้าง ไว้จะมา update กันอีกทีสิ้นเดือนหน้านะคะ

ซือเจ๊ขอถือโอกาสวันแรกของเดือนมิถุนายนมาเขียนเรื่องนี้เพื่อเตือนสติของตัวเองและทุกๆคนที่เคยตั้งเป้าหมายอะไรบางอย่างไว้เมื่อตอนต้นปี ว่าปีนี้จะทำอะไรบ้าง จากที่เคยเขียนเล่าเรื่องราวat the end of the day !ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อต้นปีใครที่ยังไม่ได้อ่านลองกลับไปอ่านดูได้น่าจะมีประโยชน์กับตัวท่านอยู่พอสมควร เราคงต้องยอมรับกันว่าวันเวลามันผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน เพียงแค่ 5 เดือนที่ผ่านมานั้น คงมีหลายๆเรื่องราวหลายๆเหตุการณ์เกิดขึ้นกับโลกของเรา กับประเทศของเรา และกับตัวของเราเองด้วย หลายๆคนคงได้ทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้บ้างแล้ว และอีกหลายๆคนก็อาจจะยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำเหตุคงเพราะมัวผลัดวันประกันพรุ่งอยู่กระมังระวังนะคะ นึกขึ้นได้อีกทีก็ 31 ธันวาคมเสียแล้วจากนั้นก็เข้าสู่วัฏจักรเดิมๆคือตั้งใจใหม่ในปีหน้า :P

เรามาลองนึกและสำรวจตัวเองกันดีกว่า ว่าความรู้สึก ณ วันแรกของปีเราได้ตั้งใจอะไรเอาไว้บ้าง หลายๆคนจดไว้เป็นกิจลักษณะ (ดูดีมาก ทำตามได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง!)และอีกหลายๆคนก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้เล่นๆไม่ได้จริงจังอะไร ทำได้ก็ดีทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (อย่างน้อยก็ได้คิดไว้บ้างหล่ะนะ..) ลองมาคิดทบทวนกันเล่นๆดูซิว่า 5 เดือนที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว สำเร็จไหม ติดอะไร และอะไรที่ยังไม่ได้ทำยังจะทำอยู่ไหม?( ถ้าทำก็รีบเริ่มลงมือได้แล้ว ) แล้วเวลาที่เหลืออีก 6 เดือนจากนี้สำหรับเรายังพอจะมีเวลาอยู่หรือเปล่าที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จได้  ซือเจ๊เชื่อว่าทุกๆคนมีความคิดเป็นของตัวเองมีวิธีจัดการในแบบฉบับของตัวเอง แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการเริ่มต้นลงมือนี่แหล่ะยากมากๆ จะมีสักกี่คนที่คิดได้แล้วไม่รอช้ารีบลงมือทำด้วยความมุมานะและจริงจังกับมันได้บ้าง คงหายากน่าดูเพราะชีวิตเราคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบขนาดนั้นจริงไหม อย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นดังหวัง ไม่สมปรารถนา และถึงแม้โชคชะตาจะเล่นตลกกับเราเสียมากมาย ก็อย่าไปยอมแพ้ต่อโชคชะตา ซือเจ๊เชื่อว่าเราสามารถออกแบบชีวิตของเราได้นะ ฉะนั้นอย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆ เรื่องบางเรื่องอาจต้องใช้เวลาเราจำเป็นต้องอดทนกับมันมากพอสมควร ขอให้สู้ต่อไป ค่อยๆเดินไม่ต้องรีบร้อน แต่ต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ อยู่อย่างมีความหวัง และมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ

สำหรับซือเจ๊ช่วงนี้ก็ยังอยู่ในแผนอยู่ หลายๆอย่างก็สำเร็จลุล่วงไปได้ตามเวลาที่กำหนด หลายๆอย่างก็กำลังดำเนินไปตามวิถีทางของมัน บางอย่างก็ผิดหวัง และหลายๆอย่างก็เป็นไปอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน (ไม่อยากจะคาดเดาอะไรไว้เลยเพราะคิดอะไรไว้ชอบเป็นตามที่คิด..สงสัยซือเจ๊จะเป็นแม่มดผู้หยั่งรู้ฟ้าดินและอนาคตแฮ่ะๆ) เดี๋ยวสิ้นเดือนธันวาคมเรามาติดตามผลกันอีกครั้งหนึ่งนะ มีใครจะร่วมโครงการกับซือเจ๊บ้าง ลงชื่อไว้ได้เลย ลองดูสักตั้ง ลองดูสักปี เผื่อมีอะไรดีๆเกิดขึ้นกับชีวิต บางครั้งอาจจะค้นพบก็ได้นะว่า”..เออเรานี้ก็ทำอะไรสำเร็จกับเค้าได้ด้วยวุ้ย..” ชัยชนะอันยิ่งใหญ่คือการชนะใจตัวเอง ชนะกิเลสของตัวเอง ชนะความขี้เกียจของตัวเอง ลองสร้างของขวัญปีใหม่อันล้ำค่าให้ตัวเองดูนะแล้วเจอกันอีกหกเดือนคะ :D

สืบเนื่องจากวันนี้ซือเจ๊มีโอกาสไปนั่งบนตึกสูงระฟ้าย่านสีลมมา ตึกนี้มองเห็นวิวสวยๆรอบตึกแทบทุกทิศทางเลยเพราะตัวตึกทำด้วยกระจก มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้ชัดเจน น่าเสียดายที่วันนี้ทองฟ้าไม่สดใสเท่าไหร่ กำลังนั่งง่วนอ่านเอกสารที่อยู่เบื้องหน้า สักพักหนึ่งได้ยินเสียงดังคล้ายๆเสียงเฮลิปคอปเตอร์ แต่ไม่ได้เอะใจนึกว่าเสียงแอร์ทำไมดังจังหว่า ตึกก็ใหญ่ทำไมแอร์มันเก่าจัง อิอิ แต่ก็ไม่ได้สนใจสักพักได้ยินเสียงคนเอะอะให้ความสนใจกับอะไรบางอย่างบนท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่าง ซือเจ๊ก็เลยลองมองไปรอบๆ ปรากฏว่าเจ้านี่เองที่มันบินวนอยู่บนฟ้าหลายรอบ ตอนแรกก็สงสัยว่ามันคืออะไรหว่า แล้วเขาทำทำไม ทำให้ใครดูสูงขนาดนั้น ใครจะอ่านออกหล่ะนั่น ก็เลยเก็บภาพมาให้ชมกันคะ มุมกำลังดีเสียดายฟ้าไม่แจ่ม
พอตกเย็นมาดูข่าวถึงได้รู้ว่า อ้อที่แท้ก็เป็นกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลกนี่เอง ปีนี้เค้าจัดขึ้นวันที่ 30-31 พ.ค. 51 บริเวณลานกิจกรรม Out door ฝั่ง Zen เซ็นทรัล เวิลด์ จัดโดย สสส. ปีนี้เค้ามุ่งประเด็นไปที่การป้องกันเยาวชนไม่ให้ตกเป็นทาสยาเสพติด จึงเลือกใช้คำขวัญในการรณรงค์ว่า “เยาวชนรุ่นใหม่ร่วมใจต้านภัยบุหรี่” ส่วนข้อความบนแผ่นป้ายหลังจากพยายามอ่านอยู่นานแต่พึ่งมารู้ตอนออกข่าวในทีวีนี่แหล่ะว่าป้ายนั้นมันเขียนไว้ด้วยข้อความว่า “ทุกๆที่ปลอดบุหรี่ “
อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ได้ที่เว็บของ สสส และเว็บของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

จะว่าไปพูดถึงเรื่องสูบบุหรี่นี่ อารมณ์เสียทุกที ใครช่วยมาจัดการกับไอ้หนุ่มข้างห้องให้ที มันเล่นสูบบุหรี่ที่ระเบียงห้องตัวเองเป็นประจำทุกวัน แต่ควัญและกลิ่นมันดันเข้าห้องซือเจ๊เต็มๆเรียกกันง่ายๆว่ามันสูบแต่คนเป็นมะเร็งอะซือเจ๊เอง ก็เล่นสูบทุกๆสองชั่วโมง ได้กลิ่นเข้าห้องทีไรก็ต้องรีบลุกขึ้นไปปิดประตูหลังห้องทุกทีเฮ้อ ยิ่งช่วงสอบยิ่งอารมณ์เสียมากมันช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญและน่ารังเกียจมากๆ เมื่อไหร่มันจะย้ายห้องซักที พูดมากไม่ได้อีกซือเจ๊อยู่คนเดียวซ่าส์มากไม่ได้เดี๋ยวโดนอุ้ม ก็เลยต้องขยันลุกไปปิดประตูบ่อยๆเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดที่ทำได้แล้วหล่ะ

มาดูรูปกันดีกว่าตอนที่บินขึ้น ท้องฟ้าดันปิด เมฆเยอะและมืดดูเหมือนฝนจะตก แต่พอบินลงแล้วท้องฟ้ากลับสดใสมีแสงแดดอ่อนๆซะงั้น

สงสัยท้องฟ้าจะเป็นใจ เนรมิตรควันบุหรี่ให้เห็นกันจะๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้สมจริง เห็นไหม?ขนาดท้องฟ้ายังไม่ปลื้มกับพวกสูบบุหรี่เลยเลิกได้แล้วนะ :P ซือเจ๊ไม่ได้เป็นห่วงหรอกแต่ซือเจ๊ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ (ซือเจ๊ไม่ได้รังเกียจคนสูบบุหรี่นะแต่ซือเจ๊ขยะแขยงแฮ๋ะๆจำมุกโปงลางสะออนมาเล่นหล่ะฮ่าๆ) :D

อันนี้ค่อยชัดเข้ามาหน่อย แต่ว่าก็ยังอ่านไม่ออกอยู่ดี :P อันนี้ต้องโทษนักบินนะ เพราะตากล้องจับภาพได้ดีแล้วอิอิ

ปล.ต้องขออภัยที่หายหน้าไปนาน ช่วงนี้โดนมรสุมชีวิตเล่นงานหนักกว่านาร์กีสซะอีก เมื่อคืนกะจะเขียน Blog ให้ได้อ่านกันซะหน่อย แต่รู้สึกไม่มีกระจิตกระใจเขียนเอาซะเลย ก็เลยไม่เขียนดีกว่า พึ่งทำใจได้เมื่อเช้านี้เอง ซือเจ๊ไม่ได้อกหักนะแต่สอบไม่ผ่านเศร้า… ไว้เจอกัน เรื่องหน้าหวังว่าอะไรๆคงดีขึ้นเฮ้อ..

หลังจากผ่านพ้นเที่ยงคืนของเมื่อคืนนี้ไปแล้ว เช้าวันนี้ก็มานั่งทำใจอยู่นานเมื่อวานยังเด็กอยู่แท้ๆพอมาวันนี้อายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปีเสียแล้วความรู้สึกยังกะงานแซยิดยังไงยังงั้นเลยเฮ้อ.! เกิดมาไม่เคยอายุมากเท่านี้มาก่อน ตื่นเต้นเสียจนทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ :P พอลองนับอายุดู ถึงกับตกใจ นี่เราอายุมากขนาดนี้แล้วหรือนี่ (แต่ทำไมหน้ายังเด็กอยู่ กรำของคนอ่านจริงๆคำนี้ฮ่าๆ :D) ทำไมมันรวดเร็วเสียจริงๆ จากนั้นก็เริ่มสำรวจความเป็นไปในชีวิตคิดและวิเคราะห์ พร้อมกับเตรียมแผนรองรับความแก่ ทันทีแผนระยะยาวเอาไว้ก่อนแล้วกัน มาดูสรุปแผนระยะสั้นสำหรับภารกิจที่วางแผนไว้ในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมากันดีกว่าไหนๆก็หมดเดือนแล้ว
1-4 เมษา :: ทบทวนเนื้อหาสำหรับการสอบ Comprehensive เป็นการสอบครั้งที่ 3 และถือเป็นการสอบครั้งแรกที่ถือว่าเตรียมตัวมากสุดอ่านหนังสือมากสุดแฮ่ะๆ
5 เมษา :: ตอนเช้า ถึง เที่ยง เข้าห้องสอบทำข้อสอบด้วยความตั้งใจที่สุดในชีวิตเพราะอยากจะสอบผ่านกะเค้าซักที (เริ่มเหนื่อยหลายรอบจัด :P) ตอนบ่าย เดินทางจาก กรุงเทพ - ขอนแก่น เพื่อเดินทางไปเข้าร่วมโครงการปฏิบัติที่ศูนย์เวฬวัน จ.ขอนแก่น ถึงประมาณเที่ยงคืนเห็นจะได้
6-12 เมษา :: เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรมของศูนย์ พร้อมทั้งร่วมประเพณีสงกรานต์ที่ทางศูนย์จัดและกลับมาพักผ่อนที่บ้าน
13-14 เมษา :: พักผ่อนที่บ้านและทำพิธีรดน้ำกราบขอพรพระอรหันต์ทั้งสององค์ (พ่อ-แม่) วันที่ 14 ตอนกลางคืนเดินทางกลับ กรุงเทพ
15 เมษา :: เช้าตรู่ของวันที่ 15 กลับถึงกรุงเทพแต่ว่ายังกลับที่พักไม่ได้เพราะมันเช้าเกินไปอันตรายแม่สั่งไว้ อิอิเลยนั่งเล่นเน็ทที่ศูนย์บริการนครชัยแอร์รอไปพลางๆก่อนเพื่อตรวจสอบผลสอบComprehensive ปรากฏว่าสอบผ่านแค่ 2 คนหนึ่งในนั้นมีซือเจ๊ด้วยงานนี้มีเฮซิคะ (อานิสงส์แรงเจงๆ)  ตอนสายๆกลับถึงห้องจึงโทรแจ้งผลสอบที่บ้านดีใจกันใหญ่ จากนั้นก็อาบน้ำแล้วก็หลับเป็นตายเลยด้วยความเหนื่อย และรู้สึกเหมือนไม่ได้นอนสะสมมานานมากๆ และเป็นการนอนหลับสนิทที่สุด และยาวนานที่สุดในรอบหลายๆเดือน หลับด้วยความสบายใจไร้กังวลเพราะภารกิจและหน้าที่หลายๆอย่างสำเร็จลุล่วงไปหมดแล้ว
16-18 เมษา :: ไปทำงานตามปกติ เงียบมากๆมีคนไปทำงานน้อยมากส่วนใหญ่จะลาติดต่อกันยาวเลยทั้ง 2 อาทิตย์
18-21 เมษา :: ทำความสะอาดห้อง เก็บกวาดเช็ดถู ใช้เวลาถึง 2 วันครึ่งถึงจัดเสร็จสมบูรณ์ (มันนรกมากๆทำเอาเหนื่อยเลย รกจัด)
22 เมษา-2 พ.ค.:: หลังจากจัดห้องเรียบร้อยก็เริ่มต้นปฏิบัติธรรมต่อที่ห้อง พยายามจะทำให้ได้ทุกวัน ตามแต่ร่างกายจะไหวและเวลาจะอำนวย
3-4 พ.ค. :: เตรียมห้องสำหรับรอรับ อคันตุกะ (พี่สาวและเพื่อน)ทั้งสองเพื่อร่วมเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม (พระเทพสิงหบุราจารย์) ที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี (http://jarun.org/) เดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 4 ด้วยพาหนะคันงามพร้อมกับสมาชิกทั้งหมด 6 คนหลังจากที่ได้พูดคุยกันไว้เมื่อครั้งไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน ว่าถ้ามีโอกาสจะเข้าไปกราบท่านให้ได้สักครั้งก็เลยถือโอกาสช่วงนี้ที่เป็นวันหยุดยาวและทุกคนพร้อม (ไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนเล่าเรื่องเดินทางไหว้พระ 5 วัดให้ฟังอีกทีนะ) ตอนที่เจอหลวงพ่อครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นและยินดีมากๆที่ได้เจอหล่วงพ่อท่านตัวเป็นๆสักที :D เลยได้ปลื้มกันถ้วนหน้าเลย :P
5 พ.ค :: หลังจากที่ได้รูปถ่ายเมื่อตอนที่เข้าปฏิบัติธรรม พร้อมด้วย ถุงบุญที่ฝากพี่สาวซื้อมาก็มานั่งคัดเลือกรูปถ่ายเพื่อ เขียน Blog ให้ได้ชมกัน รวมทั้งเล่าเรื่องราวสรุปเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำทั้งหมดในช่วงเดือนเมษายน (วันเดียวเขียน 2 blog )เพราะถือว่าเป็นเดือนที่ซือเจ๊มีกิจกรรมที่ต้องทำชุก(S) ที่สุดก็ว่าได้ จึงอยากสรุปไว้สักหน่อย สำหรับกิจกรรมเดือนนี้จริงๆตามแผนจะเริ่มตั้งแต่ 5 เมษา ถึง 5 พฤษภาคม ก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจของเดือนนี้ วันนี้ซือเจ๊ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ไม่ยอมพาแขกไปเที่ยวทั้งๆที่มีแขก (ถือว่าเสียมารยาทมากๆแฮ่ะๆ) พอดีติดงานแล้วก็รู้สึกเหนื่อยๆตอนเช้าก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำบุญตักบาตรวันเกิดเพราะได้ทำไปแล้วล่วงหน้า เนื่องจากซือเจ๊กับพี่สาวเกิดไร่เรี่ยกัน เดือนต่อกันก็เลยฝากปัจจัยไปร่วมทำบุญกับเค้าเมื่อ เมษาที่ผ่านมา เค้าเกิดปลายเมษาเราเกิดต้นพฤษภา เลยจัดเข้ากันซะเลยจะได้ทำทีเดียวจบ อิอิ

ส่วนแผนของเดือนหน้า กับอายุใหม่ ชีวิตใหม่ ต้องรอติดตามกันต่อไป รอลุ้นกันว่าภาระกิจสุดท้ายที่จะต้องทำในเดือน พฤษภาคม จะจบลงอย่างไร เป็นไปตามที่วางไว้หรือไม่ Coming Soon !!!!

ต้องบอกว่าวันนี้ที่รอคอยจริงๆ หลังจากที่ซือเจ๊ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวันมาเมื่อตอนต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาตามที่ได้เล่าให้ฟังกันแล้วที่นี่ และเนื่องจากระว่างที่เขียนเล่าเรื่องนั้นไม่มีภาพประกอบใดๆให้ได้ชมกันเลยเนื่องจากไม่ได้พกกล้องเข้าไปด้วยเพราะต้องการเน้นการปฏบัติจริง จึงไม่นำกล้องถ่ายรูปไปด้วย ก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอภาพถ่ายทั้งหมดที่สามารถขอรับได้จากทางศูนย์ซึ่งเค้าจะรวบรวมไว้ให้ใครอยากได้ก็ไปขอได้ ตอนนี้ซือเจ๊ได้มาแล้ว มาชมภาพบรรยากาศตอนที่ซือเจ๊ไปร่วมปฏิบัติธรรมกันคะ คัดมาเพียงบางส่วนเอาให้เห็นภาพคร่าวๆก็พอว่าไปทำอะไรที่ไหนมีกิจกรรมอะไรบ้าง พร้อมกันแล้วก็ตามซือเจ๊มาได้เลยคะ :P

1 >> เริ่มกันที่ศาลา 72 ปีหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม ที่ยิ่งใหญ่และอลังการมากๆใช้เป็นที่อบรมพัฒนาจิตและเป็นทีพักจุคนได้มากกว่า 1000 คนเชียวข้างในกว้างขวางทีเดียวอากาศถ่ายเทดีมากๆไม่ต้องมีแอร์ (ตอนทีไปน้องๆเยาวชนใช้ศาลานี้)

2. >>ส่วนศาลานี้เป็นศาลาที่โครงการที่ซือเจ๊เข้าร่วมใช้อยู่ ชื่อว่าศาลาสุทธิญาณมงคล

 

3.>>ป้ายโครงการที่ซือเจ๊เข้าร่วม มีชื่และวันเวลาที่ใช้ในการปฏิบัตดังนี้ เค้าจะจัดช่วงนี้ของทุกปี แนะนำคะ อิอิ

4.>>ฟังธรรมบรรยายจากพระอาจารย์ธรรม์ พระอาจารย์ผู้ดูแลโครงการนี้ แต่พวกเราจะรู้จักกันดีในนาม “พระอิน” เพราะปรกติท่านจะไม่อยู่เมืองไทย ท่านจะประจำอยู่ที่อินเดียเสียส่วนใหญ่และจะกลับมาเพื่อสอนผู้ปฏฺิบัติธรรมเฉพาะโครงการนี้ปีละครั้งเท่านั้น จึงไม่ค่อยจะได้เจอท่านง่ายๆเท่าไหร่

5.>>ภาพมุมกว้างๆรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 12 แล้วมีชื่อรุ่นว่ารุ่น “1 โหล”

6.>>จากนั้นก็รับการฝึกสอนจากอาจารย์ผู้ฝึกสอนและวิทยากรคือ ท่านอาจารย์เพ็ญศรี ซึ่งเป็นหัวหน้าวิทยากรผู้ดูแลโครงการนี้ทุกปีเช่นกันในภาพผู้ปฏิบัติธรรมกำลังเดินจงกรมกันอยู่คะ

7.>>หลังจากเดินจงกรมเสร็จประมาณ 45 นาทีก็นั่งสมาธิต่ออีกเป็นเวลา 45 นาที (ทำแบบนี้ทุกวัน ส่วนเวลามากน้อยแล้วแต่วิทยากรจะกำหนดให้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะดูอาการของผู้ปฏิบัติเป็นหลักว่าไหวไหม ฮ่าๆ…ส่วนใหญ่จะต่อรองให้น้อยลงแต่ซือเจ๊อยากนั่งนานๆเพราะไหนๆก็ตั้งใจไปแล้ว ต้องทำให้เต็มที่ อดทนให้เต็มที่ บอกแล้วว่าให้ไปลำบากไม่ได้ให้ไปสบาย ต้องอดทน)

 

8.>>หลังจากผู้ฏิบัติธรรมคุ้นเคยและสามารถปฏิบัติเองได้แล้ว ผู้ฝึกสอนก็จะมีทางเลือกให้ด้วยสำหรับคนที่ต้องการแยกปฏิบัติเอง นั่นคือจะมีการเดินจงกรมและนั่งสมาธินอกสถานที่ แล้วแต่ว่าใครสะดวกแบบไหน ถ้าไม่สะดวกก็ปฏิบัติบนศาลาตามเดิมก็ได้ ซึ่งการแยกไปนี้เป็นวันที่เริ่มหนักขึ้นแล้ว ซือเจ๊แยกไปปฏิบัติแบบ (เดิน 1 นั่ง 1 บรรลังก์)คือนั่ง 1:30 และเดิน 1:30 นาทีรวดเดียวจบเลย แต่ถ้าใครไม่ไหวก็ปฏิบัติข้างบนเค้าจะแบ่งเป็น 2 บรรลังก์ (นั่ง 2 เดิน 2 บรรลังค์) นั่นคือนั่ง 45 เดิน 45 เป็นจำนวน 2 รอบ

9.>> หลังจากปฏิบัติเสร็จก็จะมีช่วงพักเบรค หลายๆคนก็เลือกที่จะทำความดีตอบแทนคุณวัด (เนื่องจากข้าวฟรี น้ำ-ไฟ และที่พักฟรี ทุกอย่าง ไม่ได้เสียเงินสักบาทแม้แต่ค่าสมัคร เสียแต่ค่าเดินทางมากันเอง อ้อลืมจะได้จ่ายเฉพาะค่าเช่าชุดขาวชุดละ 10 บาทเท่านั้น ใครอยากได้กี่ชุดก็ว่าไป ถ้าไม่อยากเสียเงินก็เตรียมชุดไปเองได้)

อึกภาพจะเห็นว่าป้ายชื่อมีหลายสี สีชมพูคือเยาวชน สีฟ้าคือ บุคคลทั่วไป ถ้าเป็นเด็กๆพระอาจารย์จะไม่อนุญาตให้ใส่รองเท้า ต้องเดินเท้าเปล่าเท่านั้น และถ้าคนปฏิบัติเคร่งจริงๆเขาจะไม่ใส่รองเท้ากัน อ้าวแล้วทำไมหล่ะ..? ถือเป็นปริศนาธรรมข้อที่ว่า … ไม่ให้ยึดติดกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ และอื่นๆดังเช่นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นถึงหน่อเนื้อกษัตริย์แต่ก็ยอมละทิ้งทุกอย่าง ยอมถอดเครื่องทรงและรองเท้าทองคำของกษัตริย์หันหลังให้กับทางโลกแล้วมุ่งหน้าเดินเท้าเปล่าเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น (เอาไว้มีโอกาสจะเขียนเล่าให้ฟังอีกครั้งนะ :P เดียวจะยาวไป)

 

10 .>> หลังจากปฏิบัติไปแล้วเพื่อให้ได้ครบทั้ง 3 อย่างตามหลักไตรสิกขาคือ ทาน ศีล ภาวนา เนื่องจากการมาปฏิบัติธรรมนี้จะได้แน่ๆคือ การถือศีลคือ”ศึล” 8 และการนั่งวิปัสสนากรรมฐานนีคือ “ภาวนา” ก็เหลืออีกหนึ่งอย่างคือการให้ “ทาน” เนื่องจากเป็นช่วงวันขึ้นปีใหม่ไทยพอดี (สงกรานต์) ทางศูนย์จึงจัดให้มีการทำบุญตักบาตรด้วย

หมดแล้วคะ :D หวังว่าคงเห็นภาพคร่าวๆกันบ้างแล้วว่า การเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเขาเข้าไปทำความดีอย่างไรกันบ้าง

เพราะถ้าให้อยู่เฉยๆคงเป็นไปได้ยากที่อยู่ดีๆจะลุกขึ้นมาสวดมนต์ ถือศีล แบบจริงๆจังๆ จริงไหมคะ ลองหาเวลาและหาโอกาสเข้าไปทำความดีเพื่อตัวท่านเองและครอบครัวดูสักครั้งนะคะ :D

ปล.ไม่ต้องมองหาซือเจ๊หรอกนะ ว่าอยู่ส่วนไหนของรูปถ่ายบ้าง ไม่ได้ชมแน่ๆฮ่าๆ..บอกแล้วว่าคัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้วแฮ่ะๆ

+++++++++++++++++

เล่าเรื่องก่อนเข้าปฏิบัติธรรมอ่านได้ที่ Blog สุดท้ายก่อนเข้าสู่..”ร่มกาสาวพัตร”

เล่าเรื่องสรุปหลังจากไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้อ่านได้ที่  สุขใดไหนเล่าจะเท่าเข้าวัดปฏิบัติธรรม

หลังจากที่ซือเจ๊เคยเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสุสานโบราณไว้ ที่นี่ แบบคร่าวๆจากนั้นก็ปล่อยทิ้งร้างไว้นานโดยที่นานๆจะเข้าไปทำการ update ข้อมูลสักครั้งทั้งเขียนเล่าเรื่องส่วนตัวและรูปถ่ายส่วนตัว สุสานแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นในเดือนเมษายนเมื่อสองปีที่ผ่านมาเนื่องจากซือเจ๊เริ่มเรียนปริญญาโทจึงอยากเขียนเล่าเรื่องราว อารมณ์และความรู้สึกตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในระว่างที่กำลังศึกษาอยู่เก็บไว้อ่านเมื่อตอนเรียนจบ และตั้งใจไว้ว่าถ้าเรียนจบแล้วจะกลับมาติดตามผลและประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตการเรียนปริญญาโท ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ได้รู้จักใครบ้างในช่วงเวลานี้ ที่สำคัญที่สุดก่อนเรียนกับหลังเรียนความรู้สึก ความคิด มุมมองและโลกทัศน์เพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร มาถึงตอนนี้ก็เขียนเล่าเรื่องราวไว้ได้เยอะทีเดียว คิดไปคิดมาก็ลำบากไม่น้อย กว่าจะฝ่าฟันมาได้ถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าทำไมมันมีอะไรเกิดขึ้นได้มากมายขนาดนี้ แต่ละเรื่อง ลุ้นระทึก ตื่นเต้น ท้อแท้ เสียใจ สุขใจ หลากหลายอารมณ์ครบทุกรสชาดของชีวิตจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวด้วยภาพถ่าย ดูวิวัฒนาการของหน้าตาตัวเองตอนเครียดที่สุด โทรมที่สุด ตอนที่สอบเสร็จ ก่อนสอบ หลังสอบ ก่อนเรียนหลังเรียน มีให้ดูหมด หรือแม้แต่การบอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวหนังสือผ่าน blog ก็ตามหลายๆคนที่ตามอ่านก็บอกว่าหลากรสจริงๆซือเจ๊นี้เรียกได้ว่าโหด มัน ฮา ที่สุดแล้ว :P เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะมีคนเข้ามาดูเยอะขนาดนี้เข้าใจว่าคงมีแต่เพื่อนๆที่สนิทกันเข้ามาดูโดยคลิกผ่าน msn เข้ามาจึงไม่มีการกำหนดสิทธิ์ใดๆไว้ และอนุญาตให้ทุกคนเข้าดูได้หมด แต่มาพักหลังๆเริ่มมีคนค้นข้อมูลด้วย Key Word ต่างๆเข้ามาเจอ blog ซือเจ๊เยอะมากขึ้นซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการค้นหาข้อมูลด้วยชื่อเพลงที่ซือเจ๊ชอบและเขียนเล่าถึงเอาไว้ใน Blog และหนักสุดเริ่มมีการค้นด้วยรูป Icon สัญลักษณ์ของซือเจ๊ ,นามแฝง,เพื่อตามล่าดูข้อมูลส่วนตัวว่าเป็นใครมาจากไหนแฮ่ะๆอันนี้อ่ะแปลกเพราะไม่เข้าใจว่าเขาจะค้นไปทำไมเริ่มงง หลังจากที่ตามดูอยู่ประมาณ 2 เดือนเล่นคลิกทุก blog ดูรูปทุกอัลบั้ม ซือเจ๊เลยเริ่มปอดแหกซะอย่างนั้นแหล่ะจากที่ไม่เคยกลัวและคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาใครๆก็โพสรูปโพสเล่าเรื่องราวส่วนตัวกันเยอะแยะคงไม่เป็นไร เลยไม่ได้คิดอะไรมากแต่ตอนนี้ยอมรับว่าเริ่มคิด ล่าสุดมีคนค้นด้วย key word หนึ่งแล้วไปเจอรูปสุดหวงของซือเจ๊ซึ่งถือว่าเป็นบล๊อกฮ๊อตเนื่องจากมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาคอมเม้นกันเยอะที่สุด ซึ่งบล๊อกนั้นจะมีภาพประกอบอยู่ด้วยมันเป็นภาพที่ไม่อยากให้ใครดูแล้วเขิน อิอิ ก็เลยคิดว่าไม่ได้แล้วขอปิด Blog ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนสักระยะหนึ่ง หากพร้อมเมื่อไหร่จะเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง ช่วงนี้สามารถติดตามอ่านข้อมูลของซือเจ๊ได้ที่Blogนี้ไปก่อนแล้วกันนะคะ   ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย เนื่องจากครบเวลา หรือเรียกง่ายๆว่าสุสานโบราณได้เดินทางมาถึงจุดอวสานและสมควรแก่เวลาของมันแล้ว …  :P

ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาบุญญาติธรรมทุกๆคนด้วยนะคะ หลายๆคนคงได้รับ “ถุงบุญ” ของที่ระลึกจากการไปปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ไปครอบครองเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นของฝากจากซือเจ๊ ซึ่งคัดสรรค์ และเลือกแล้ว บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้ได้ทุกคนนะคะ เนื่องจากซือเจ๊จะซื้อมาฝากเฉพาะคนที่ฝักใฝ่ในทางนี้เท่านั้นคนที่ไม่มีใจด้านนี้ก็แห้วไปตามระเบียบ ส่วนคนที่ฝักใฝ่แต่ยังไม่ได้รับ เนื่องจากซือเจ๊ใจดีเผลอแจกคนอื่นไปซะก่อนก็รอรอบสองแล้วกันนะสั่งให้เรียบร้อยแล้วคาดว่าหลังวันที่ 5 พฤษภาคม นี้ได้รับอย่างแน่นอน ใครที่อยากได้รีบแจ้งความจำนงมาได้คะ  (ใจดีไหม..?ช่วงนาทีทองรีบๆเลยนะ) :P

สุขกาย สุขใจ หน้าตาอิ่มบุญ ศีลจับดีแท้ๆ..ต้องขอบอกว่าของเค้าดีจริงๆคะซือเจ๊แนะนำ ได้เกิดมาเป็น “คน” ทั้งทีครั้งหนึ่งในชีวิตลองหาโอกาสเข้าไปให้ได้สักครั้งก่อนตายนะ เดินเข้าไปดีๆนี่แหล่ะ เข้าไปให้มันรู้ด้วยตัวเองนี่แหล่ะอย่าให้ใครหลอกได้ อย่าเชื่อใครง่ายๆไปลองด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้เขาหามเข้าไปเป็นดีที่สุด แล้วท่านจะรู้ได้ด้วยตัวของท่านเองว่าสิ่งที่ได้รับนั้น มันคุ้มค่ากับการเสียเวลาและการตัดสินใจครั้งนี้หรือไม่  ยิ่งเข้าตั้งแต่เนิ่นๆยิ่งดีจะได้ไม่เสียดายตอนแก่ เพราะเห็นคนแก่ๆหลายๆคนชอบบ่นให้ได้ยินอยู่เป็นนิจว่า เสียดายจริงๆรู้แบบนี้เข้าวัดตั้งแต่สาวๆหนุ่มๆแล้ว เห็นลูกหลานเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันตั้งแต่สาวๆมีเวลาให้สร้างบุญสร้างกุศลอีกนานโขเลย ร่างกายก็อำนวยไม่มีปัญหา ปวดแข้ง ปวดขา ให้เห็น เข้ามาตอนแก่ส่วนใหญ่จะเดินจงกรมลำบาก พอเดินลำบากเวลานั่งสมาธิก็มักจะทำได้ไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่ได้ทำ
ใครที่มีชีวิตมาจนถึงป่านนี้ แล้วยังไม่เคยมีโอกาสเดินจงกรม นั่งสมาธิ ถือศีลจริงๆจังๆแบบเคร่งครัด ตื่นแต่เช้าตรู่ ทำวัตรเช้า วัตรเย็น ให้เวลากับตัวเองเต็มที่ อดทนกับความยากลำบาก ทำในสิ่งที่ฝืนจิตใจตัวเองแบบไม่เคยทำมาก่อน และมองเรื่องนี้ว่า “ไร้สาระ” ไม่จำเป็นกับชีวิตของท่าน ซือเจ๊ก็อยากให้คนฉลาดอย่างท่าน ลองเข้าไปดูให้รู้กับตัวเองสักหน ลองหาเวลาให้ตัวเองสักครั้งเอาสัก 7 วันนะถ้า 2-3 วันเกรงจะไม่ได้ผลเพราะร่างกายกำลังปรับได้ แต่ก็ต้องหยุดปฏิบัติเสียแล้วน่าเสียดาย ขอเป็น 7 วันนี้เหมาะสมที่สุดแล้วไม่ถือว่ามาก ถ้าได้ปฏิบัติแล้วส่วนใหญ่จะติดใจอยากอยู่ต่อกัน ถ้าจะไปในฐานะมือใหม่หัดเดิน ก็ขอแนะนำให้เข้าร่วมแบบโครงการน่าจะดีกว่า เพราะจะได้รับการฝึกสอนจากพระอาจารย์และวิทยากรผู้รู้โดยแท้จริง ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนก็คงงง ว่าอะไรจะโฆษณาชวนเชื่อและเชื้อเชิญกันขนาดนั้น แล้วตัวเองไปมาแล้วได้อะไรมาบ้าง ทำไมไม่เห็นเล่าให้ฟังสักที ก็บอกกันตรงนี้ว่าอยากจะเล่ามากๆแต่โดยปกติแล้ว เค้าจะไม่ค่อยเล่ากันนะคะ เพราะเล่าไปก็เปล่าประโยชน์ อย่างที่บอกนั้นแหล่ะว่าควรเข้าไปรู้ด้วยตัวของตัวเองจะดีกว่า การปฏิบัติธรรม สามารถปฏิบัติได้ทุกคนก็จริง แต่ละคนจะได้ผลไม่เหมือนกัน แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสไว้ในพระธรรมชัดเจนแล้วว่า

สันทิฏฐิโก [เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ, พึงเห็นได้ด้วยตนเอง]
   อะกาลิโก [เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ , และให้ผลได้ , ไม่จำกัดกาล]
   เอหิปัสสิโก [เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด]
   โอปะนะยิโก [เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว]
    ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ [เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน] “

แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่รู้สึกประทับใจมากๆในการไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ คือ ได้เข้าใจหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า และที่สำคัญที่สุดได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทำให้รู้สึกเลื่อมใสและศัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จากเมื่อก่อนคิดว่า มันดูไม่มีที่มาที่ไป นับถือถามพ่อแม่ตามคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจหลักธรรมคำสอนโดยแท้จริงเท่าไหร่ ไม่รู้วิธีปฏิบัติตัวในแบบอื่นๆนอกเหนือจากที่เคยรู้ๆมา ที่ผู้อื่นเขาก็รู้มาแบบเดียวกันหมด แต่ตอนนี้รู้สึกว่ารู้และเข้าใจมากขึ้น รวมทั้งรู้สึกหวงแหน และอยากรักษาให้อยู่ไปตราบนานเท่านาน และชอบคำพูดประโยคหนึ่งของพระอาจารย์มากๆ ที่บอกว่า

 ”ความรู้ในทางโลกใครๆก็เรียนได้เรียนให้สูงแค่ไหนก็เรียนได้ ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญเอก เพราะมันมีตำรามีตัวหนังสือให้เรียนให้อ่านได้ แต่ความรู้ทางธรรม เป็นความรู้ที่ไม่มีตัวอักษร ต้องเรียนด้วยจิต อ่านด้วยจิตเท่านั้น  เรียนจบสูงๆถามว่าทุกวันนี้ยังมีทุกข์อยู่ไหม แล้วถ้ามีทุกข์แก้ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าก่อนตัดสินใจออกบวช เรียนรู้ศาสตร์ที่กษัตริย์ควรรู้จากอาจารย์ที่เก่งๆทั้งหมด 18 ศาสตร์ แต่ก็มาค้นพบว่า ความรู้ที่ได้มานั้น ไม่ได้ช่วยให้พระองค์มีปัญญาและพ้นทุกข์ได้เลยแม้แต่น้อย… “
 
ใครที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้  ที่นี่ ปีหน้าถ้ามีโอกาสซือเจ๊ก็คงจะไปร่วมโครงการนี้อีก มีใครสนใจจะไปสร้างบุญด้วยกันก็เชิญได้ ไว้เจอกันที่ขอนแก่นนะ :P

++++++++++++++++

ดูภาพประกอบการเข้าปฏิบัติธรรมครั้งนี้ คลิกที่นี่

เล่าเรื่องก่อนเข้าปฏิบัติธรรมอ่านได้ที่ Blog สุดท้ายก่อนเข้าสู่..”ร่มกาสาวพัตร”

กลับมาอัพเดทข่าวคราวอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปหลายวัน ต้องบอกว่าความ busy ไม่เคยปราณีผู้ใดจริงๆ หลายๆคนอาจสงสัยว่า ซือเจ๊หายไปไหนมาหลายวัน หลังจากเขียน blog ล่อแหลมไปหนึ่ง blog  ซือเจ๊ยังอยู่สบายดียังไม่ได้โดนอุ้มไปไหน :P หุ่นอย่างพังซือเจ๊นี่คงอุ้มลำบาก ตัวโตยังกะช้างแมมมอส หลังจากสอบเสร็จตามที่แจ้งไว้แล้วที่นี่ เรียกได้ว่าเดือนนี้และเดือนหน้ากิจกรรมทุกอย่างที่ซือเจ๊ต้องทำถูก Plan ไว้ล่วงหน้าแบบแน่นเอี๊ยดแทบไม่ได้กระดิกตัวไปไหน มาไหนเลย เห็นตารางเวลาแล้วก็รู้สึกว่าทำไมเรา Busy อย่างนี้หว่าแต่ก็ดีดีกว่านั่งว่างหายใจทิ้งไปวันๆทำงานเยอะๆก็สนุกดี ถ้ามันหนักมากๆผ่านมาได้ก็เป็นยอดคน ตอนนี้ซือเจ๊กำลังเร่งเคลียร์ตัวเอง เพื่อให้หลุดพ้นจากภารกิจของมนุษย์โลก ทั้งเรื่องงานและเรื่องสอบที่ต้องสะสางให้เสร็จ ก่อนจะเดินหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร ในช่วงเช้าของวันที่ 6 เมษายนและยาวนานถึงเช้าวันที่ 11 เมษายน 2551 ที่จะถึงนี้มันเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องทำ และถูก Plan ไว้ล่วงหน้านานเป็นปี ตอนนี้ถึงกำหนดเสียที จริงๆแล้วโครงการนี้เขามีกำหนดเริ่มตั้งแต่วันที่ 5-11 เมษายน 2551 แต่ซือเจ๊ติดภารกิจเรื่องการสอบ ในช่วงเช้าของวันที่ 5 เมษายน จึงไม่สามารถไปเข้าร่วมได้ในวันแรกจึงให้พี่สาวทำเรื่องขออนุญาตเข้าช้าไปหนึ่งวัน (เสียดายมากไม่น่าติดงานเลย ขาดทุนไปหนึ่งวัน) จริงๆแล้วจะเรียกว่าเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะการบวชครั้งนี้เป็นเพียงแค่การบวชชีพรหมณ์ ไม่ใช่ภิกษุณีสงฆ์ แต่ภาษาชาวบ้านเขาจะรู้จักและเรียกกิจกรรมนุ่งขาวห่มขาว และถือศีล 8 นี้ว่าการบวชชีพรหมณ์ ที่ถูกควรเรียกว่าการปฏิบัติธรรมน่าจะเหมาะกว่า การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ซือเจ๊เลือกไปที่  ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นสาขาของวัดอัมพวัน จ. สิงห์บุรี อีกที ช่วงนี้ถือเป็นช่วง Height Season ก็ว่าได้เพราะเด็กๆปิดเทอม แล้วก็เป็นเดือนที่มีวันหยุดยาวติดต่อกัน หลายวัน ทางศูนย์จะจัดกิจกรรมธรรมะเพื่อเยาวชน สำหรับเด็กๆ แล้วก็มี ธรรมสำหรับบุคคลทั่วไป อีกหลายๆกิจกรรม (ไม่แน่ใจชื่อกิจกรรมเท่าไหร่นะแต่ประมาณนี้..) เรียกได้ว่าคนเยอะมากๆ ไว้กลับมาแล้วจะเล่ารายละเอียด และยอดผู้เข้าร่วมโครงการให้ทราบกันอีกที ตอนนี้มาช่วยลุ้นกันก่อนว่าซือเจ๊จะมีชีวิตรอด และร่างกายจะพร้อมถึงวันที่ 5 หรือเปล่าเนื่องจากเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนแล้ว ดูแล้วคงหนักน่าดูเลย กังวลอยู่เหมือนกันว่าร่างกายจะไม่พร้อม เนื่องจากว่าพักผ่อนน้อย ติดต่อกันนานเกินไป แล้วช่วงบ่ายยังต้องเดินทาางต่ออีกใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงขอนแก่นก็คงราวๆ ตี 2 ต้องรอลุ้นว่าจะได้นั่งรถรอบไหนดันเป็นช่วงวันหยุด
ท่าทางคนจะเยอะน่าดู ขอให้ไปถึงท่ารถตอนไหนก็ให้ได้ที่นั่งบนรถรอบนั้นทันทีเลยนะ จะได้มีเวลาพักผ่อนเต็มที่ ถ้าถึงตีสองจริงๆคงทรมานน่าดูเลยนอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นไปวัดอีกแล้วไม่งั้นจะเข้าพิธีรับศีลบวชตอนเช้าไม่ทัน พอเข้าไปในนั้นก็ต้องตื่นตี 3 เพื่อทำกิจวัตรส่วนตัวให้เสร็จก่อนที่จะขึ้นไปรวมตัวกันเพื่อทำวัตรเช้าทุกวัน เป็นเวลา 6 วันเต็มๆ ทำเหมือนพระแทบทุกอย่างเลยทั้งวัตรเช้าและเย็น อันนี้แหล่ะที่กลัวร่างกายไม่ไหว แต่หลังจากหลุดพ้นมาได้ก็จะมีเวลาพักผ่อนช่วงสงกรานต์พอดีประมาณสองสามวันก็คงกลับกรุงเทพแล้ว เพราะต้องกลับมาสะสางงานบางอย่างอีก ไว้เจอกันอีกทีวันที่ 20 เมษาเป็นอย่างช้านะ

ถึงตอนนี้หลายๆคนก็คงจะมีคำถามและสงสัยกันว่าซือเจ๊จะไปบวชทำไมหว่า เขาทำอะไรกัน หรือว่าเจ๊แกอกหัก หรือเจ๊แกแก้บน สารพัดคำถามที่สงสัยก็ขอตอบกันตรงนี้ว่า ไม่ได้บวชแก้บนเพราะผิดกฏของทางวัดรวมทั้งเป็นบาปด้วยนะนั่นอย่าไปทำเชียว โดยส่วนตัวไม่ชอบขอพรพระไม่ชอบบนบาลศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว อยากได้อะไรทำเองจะดีกว่าแล้วมันก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองนี่แหล่ะว่าจะทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แล้วถ้าไม่สำเร็จจะด้วยเหตุผลใดก็แก้กันไปตามเรื่อง และหากจะคิดว่า ซือเจ๊อกหัก รักคุด ตุ๊ดตบ นี่ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน เรื่องไร้สาระพันธุ์นี้ซือเจ๊ไม่เคยยุ่งอยู่แล้ว แต่ที่ไปเพราะเคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง และก็พยายามหาโอกาสไปอีกหลายครั้งแต่ไม่ว่างเลยสักครั้ง ปีแรกติดงาน ปีที่สองติดเรียน แต่มีปีนี้ที่ลงล๊อคพอดีเลยรีบจองล่วงหน้าไว้เลย ช่วงนี้ซือเจ๊ยังคงอยู่กรุงเทพตามปกติ จนถึงวันที่ 5 ถึงจะออกเดินทาง และถ้าอ่านหนังสือแล้วเครียดๆจะพยายามเข้ามาเยี่ยม blog บ่อยๆ ใครมีคำถามสงสัยหรืออยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมสอบถามได้คะ

++++++++++++++++++++++

เล่าเรื่องสรุปหลังจากไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ สุขใดไหนเล่าจะเท่าเข้าวัดปฏิบัติธรรม

ดูภาพประกอบการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ คลิกที่นี่

กะจะไม่ยุ่งแล้วเชียวกับนโยบายสุดฮ๊อตเกี่ยวกับการ เปิดบ่อนคาสิโน บนสยามประเทศ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าว “คาว” ของบ้านเมืองสักเท่าไหร่ แต่พอได้ยินข่าวแว่วๆมาว่ามีแนวคิดจะเปิดบ่อนคาสิโนขึ้นมาในเมืองไทย แบบไม่ฟังเสียงคัดค้านของผู้ใด เพราะผู้นำนั้นไซ้ท่านคิดดีและเห็นงามแล้ว
พอได้ยินการยืนยันจากปากผู้นำแล้ว คงไม่มีใครกล้าปล่อยให้มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาออกไปได้ง่ายๆหรอก มันจุกที่ตรงหัวใจนี้แหล่ะ ทุกวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าแนวคิดนี้มันเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลใดแล้วเขาคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรกันแน่แต่ถ้าเป็นเพียงเหตุผลที่ว่าต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นโดยเร็ว (อะไรที่ได้มาง่ายๆรวดเร็วมักไม่ยั่งยืนนะ..)ด้วยเหตุผลที่ว่าเงินดำ(เงินสกปรก?)ที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบมีมากต้องเปลี่ยนเงินดำให้เป็นเงินขาว จะได้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น มันเป็นการแก้ปัญหาถูดจุดไหมนั่น? ไม่มีวิธีอื่นให้เลือกแล้วเหรอ?…โดยธรรมชาติแล้วระว่างเปลี่ยนสีขาวให้เป็นสีดำ กับเปลี่ยนสีดำให้เป็นสีขาว อันไหนง่ายกว่ากัน ?..การแก้ปัญหาแบบลวกๆไม่ได้เข้าใจปัญหาโดยแท้จริง ไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ถึงผลที่จะได้รับ และผลกระทบของปัญหาที่ต้องมีอย่างแน่นอนและคงจะมีมากเสียด้วย คงไม่จำเป็นต้องให้นักวิชาการมองหรอกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นบ้าง ชาวบ้านธรรมดาๆก็พอจะคิดออกและพวกเขาก็คงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกเช่นเคย 

เอาเป็นว่าไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องของเศรษฐกิจก็แล้วกันเพราะไม่ได้เรียนจบมาทางเศรษฐศาสตร์ ความรู้ความสามารถไม่เพียงพอจึงไม่บังอาจวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอบอกเลยว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้และคิดว่ามันเป็นการผลักดันประเทศให้ตกต่ำลงไปมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เพราะทุกวันนี้ก็แย่พอแล้วในสายตาชาวโลก อย่ามาอ้างว่าหลายๆประเทศทั่วโลกหรือแม้แต่ในแถบเอเชียเขาก็เปิดกันหมดแล้ว ถ้าทุกวันนี้คุณจ้องมองแต่เพียงข้อดีที่เป็นด้านบวกของมันโดยไม่เคยมองหรือนำเสนอมุมมองด้านลบออกมาให้คนในสังคมเห็นว่าเออมันดีจริง!ผลกระทบต่อสังคมไม่มาก และถ้าดีแล้วมันเหมาะกับประเทศเราไหม? ลำพังเรื่องธรรมดาๆ อันเป็นปัญหาพื้นฐานหลายๆเรื่องเท่าที่ดูๆมาก็ยังควบคุมและจัดการได้ไม่ดีเลย แก้ปัญหาไม่ได้หยุดไปเฉยๆก็เยอะ แล้วประสาอะไรกับของร้อนแบบนี้ (ช้างขี้อย่าขี้ตามช้างเลย จำเป็นด้วยเหรอที่เราต้องทำอะไรตามคนอื่นพวกชอบเลียนแบบคนอื่นแบบนี้แถวบ้านเรียกพวกไม่มีความคิด คิดเองไม่เป็น แยกไม่ได้ว่าอันไหนควรรับมาอันไหนไม่ควร) แล้วถ้าในแถบเอเชียเขาจะผลักดันให้ประเทศเขามีบ่อนเสรีกันหมดสุดท้ายเหลือประเทศเราประเทศด้วย จำเป็นไหมที่ต้องปรับให้เป็นอย่างเขา และมันจะดีกว่าไหมถ้าเรายังอยู่ได้โดยไม่ทำอะไรอย่างที่เขาทำ(อะไรที่มันต่างน่าจะได้รับความสนใจมากกว่า มีจุดขายมากกว่า) เหตุผลที่ยกมากล่าวอ้างว่า “ประเทศเราสูญเสียรายได้ไปประมาณ 7 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเล่นพนันในบ่อนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเงินจำนวนมากมายขนาดนี้ สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ได้ อาทิ การนำมาสนับสนุนทางการศึกษาแก่เยาวชน”


ฟังดูแล้วมันช่างขัดแย้งกันนัก ในขณะที่หลายๆหน่วยงานกำลังเร่งรณรงค์ให้เด็กและเยาวชน มีจิตสำนึกที่ดี แยกแยะดีชั่วได้ มีคุณธรรม จริยธรรม  และเฝ้าบอกพวกเค้าเสมอมาว่า การพนันเป็นสิ่งไม่ดี เงินที่ได้มาจากการพนันเป็นเงินสกปรก เป็นเงินร้อน อยู่ได้ไม่นาน ไม่มีใครรวยจากการเล่นการพนัน ไฟไหม้ยังเหลือที่ดิน แต่เล่นการพนันไม่เหลืออะไร แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกำลังสนับสนุนให้สิ่งต้องห้ามนั้นบังเกิดขึ้นในสังคมเพียงเพราะเสียดายเงินส่วนนี้ คำถามคือ สาเหตุที่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศมันย้ำแย่อยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะเราไม่ได้สนใจที่จะบริหารจัดการเงินส่วนนี้หรือ? ถึงแม้ว่ามันจะเป็นจำนวนเงินที่มากแต่ถ้าเราจัดการเงินส่วนนี้ด้วยวิธีนี้ เชื่อได้เลยว่าเราจะต้องสูญเสียเงินไปอีกหลายสิบเท่าเพื่อที่จะจัดการกับผลกระทบอันเกิดจาก นโยบายนี้ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นหาด้านสังคม ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาเด็กและเยาวชนติดการพนัน ปัญหาประชาชนไม่ยอมทำมาหากินรักสบายหาเงินแบบสบายๆ ได้มาง่ายๆเสียไปง่ายๆขึ้นอยู่กับดวง ปัญหาปล้น ฆ่า เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเพื่อนำไปเล่นการพนันและใช้หนี้การพนัน ปัญหาหนี้สูญมีหนี้ไม่มีปัญญาใช้เพราะไม่มีรายได้จากงานอื่นนอกจากการพนัน ปัญหาฆ่าตัดตอนเพราะหนีหนี้ ปัญหาฆ่าตัวตายเพราะเครียด ฯลฯ นี่แค่คิดเล่นๆก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไงแล้ว แค่นี้ก็เป็นเงินจำนวนมหาสารแล้ว อีกหน่อยคงได้เห็นผีพนันวัยกระเตาะเดินกันเผ่นพล่านเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เริ่มต้นด้วยการหมุนเหรียญปั้นแปะพนันเงินบาทสองบาท ฝึกและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สมรภูมิสถานพนันระดับชาติตามนโยบายของรัฐบาล ผีพวกนี้ไม่กลัวกระเทียมซะด้วยซิจะเอาอะไรไปปราบมันดีหล่ะ และที่สำคัญที่สุดจะตอบเด็กๆและเยาวชนว่าอย่างไรในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่ดี แต่อีกฝ่ายกำลังผลักดันและส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรม
โดยส่วนตัวคิดว่า ไม่จำเป็นต้องเปิดหรอก ถ้าเขาอยากเล่นก็ให้เขาข้ามไปเล่นอย่างนั้นแหล่ะดีแล้วประเทศชาติจะได้ไม่มีมนทิน ลดอาชญากรรมในประเทศได้ด้วย จะได้เงินหรือเสียเงินหรือเกิดผลอะไรก็ให้เป็นปัญหาของประเทศเขาไปเราไม่ต้องไปเสี่ยงทำจะดีกว่าได้ไม่คุ้มเสีย สนใจภาพลักษณ์ของประเทศเป็นหลักจะดีกว่าเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และ เพียงแค่นี้ก็พอจะมองออกแล้วว่า ไม่ว่าบ่อนจะอยู่ใกลแค่ไหนถ้าผีมันจะเล่นมันก็หาทางกระเสือกกระสนไปเล่นจนได้แบบไม่ลำบากอะไร รัฐไม่จำเป็นต้องไปอำนวยความสะดวกสะบายให้เขาขนาดนั้นก็ได้ คนแค่ส่วนน้อยเท่านั้นแหล่ะที่เล่น คนส่วนใหญ่เขาไม่เล่นกันนี่ เอาเวลาไปแก้ปัญหาอย่างอื่นเหอะเต็มบ้านเต็มเมืองเลยนั่น อีกอย่างดูแล้วมันไม่ใช่เส้นทางที่ยั่งยืนสักเท่าไหร่และอีกหนึ่งข้อความที่ว่า “การตั้ง คาสิโน ขึ้นยังอาจเป็นจุดที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจลดปัญหาการเล่นพนันในบ่อนเถื่อนได้ เนื่องจากมีบ่อนถูกกฏหมายขึ้นมารองรับแล้ว”  แค่วัตถุประสงค์ของคนทั้งสองกลุ่มก็ต่างกันแล้วนะ นักท่องเที่ยวเขามาเที่ยว ผีพนันมาเพื่อเล่นพนัน โดยธรรมชาติแล้วเคยเห็นผีพนันตัวไหนที่มันเข้าบ่อนทีใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงแล้วออกมาเที่ยวบ้าง? ลองได้เข้าไปในนั้นแล้ว เล่นได้ทั้งวันทั้งคืนข้าวปลาไม่ต้องกิน หลุดออกมาจากบ่อนอีกทีถึงรู้ว่าไม่ได้กินข้าวมา 3 วันแล้วก็ยังมี  อีกอย่างไม่มีทางที่บ่อนเถื่อนจะหมดไป เขาไม่จำเป็นต้องมาเล่นในที่ที่คุณจัดให้นี่ ถ้ามันแพงมากๆผีพนันชั้นไพร่งบน้อยแต่อยากมันส์บ้าง  มันก็ไม่เข้ามาเล่นกันหรอก การพนันเล่นได้ทุกที่ทุกเวลาแต่ต้องหลบให้มิดสักหน่อย และถ้ายังใช้คำว่า “บ่อนเถื่อนจะลดลง” อันนี้คงต้องถามก่อนหล่ะว่า ณ ปัญจุบันนี้รู้จำนวนบ่อนเถื่อนแน่ชัดแล้วหรือว่ามีกี่แห่ง?….คำว่าเถื่อนคือหลบๆซ่อนๆ แล้วคำว่าหลบๆซ่อนๆ เขาจะให้เห็นกันได้ง่ายๆหรือ? และที่สำคัญจุดขายของการท่องเที่ยวของเมืองไทย อยู่ที่ การมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง มีศีลปะ วัฒนธรรม และประเพณีที่งดงาม ประชาชนมีน้ำใจ มีจิตใจงดงามและซื่อสัตย์ สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งดึงดูด อีกอย่างต่างชาติรู้จักเมืองไทยในฐานะเมืองพุทธ เคร่งเรื่องศีลธรรมจรรยา
ดังนั้นหากจะมาพูดว่าคนอื่นๆที่เข้ามาคัดค้านเรื่องนี้เป็นพวก “มือถือสากปากถือศีล ” ก็ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า ถ้าข้อกล่าวหานี้มันเป็นเฉพาะในนามของตัวบุคคลมันก็ไม่เสียหายอะไรมากมายหรอก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่นโยบายบ่อนคาสิโน สำเร็จขึ้นมาจริงๆไม่ว่าจะเป็นผลงานของรัฐบาลหรือแม้แต่เป็นของภาคเอกชนก็ตาม หากประเทศชาติต้องถูกคนทั่วโลกตราหน้าว่า “ประเทศมือถือสากปากถือศีล” ,”ประเทศแห่งผีพนัน” ปากบอกว่าตัวเองเป็นเมืองพุทธ นับถือศาสนาพุทธ แต่กลับส่งเสริมสิ่งเหล่านี้เพียงเพื่อต้องการเงินซึ่งไม่ใช่รายได้หลักของประเทศเลยสักนิด ที่จะต้องให้การสนับสนุนขนาดนั้น ถามว่ารัฐบาลรับผิดชอบไหวหรือ? ประชาชนในประเทศคงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกผีพนัน ขี้เกียจไม่รู้จักทำมาหากิน กะล่อน หลอกลวง ขี้โกงเป็นหลัก ไม่เจียมตัวยากจนจะตายยังอยากจะเล่นการพนันอีก มีน้อยเล่นมากมีมากยิ่งเล่นมากกว่าเดิม..และถ้าภาพลักษณ์ของประเทศชาติต้องสูญเสียไปเพราะวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและน่ายกย่องของผู้นำเช่นนี้ ยังจะมีชาติไหนกล้าคบค้าสมาคมกับประเทศเรา ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ขึ้นมายืนบนจุดสูงสุดในฐานะผู้นำของประเทศ เหตุใดรัฐบาล ไม่ถือโอกาสนี้สร้างคุณงามความดีให้แก่แผ่นดินและชนรุ่นหลัง..ดังคำกล่าวที่ว่า “..นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา…”

เนื่องจากว่าวันนี้เลิกไม่ดึกมาก ประกอบกับหิวเป็นนิจ เพราะมื่อกลางวันกินน้อยไปหน่อย ทำงานติดพันเลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ ปรากฏว่าเดินผ่านร้านข้าวร้านใหม่ที่พึ่งไปกินมาเมื่อวันเสาร์รสชาดใช้ได้ทีเดียววันนั้นซือเจ๊สั่งแขนงหมูกรอบ อร่อยดี วันนี้ติดใจเลยสั่งอีกรอบ แต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโลภ หรือ หิวโซ ก็ไม่รู้แบบว่า อยากจะกินผัก แต่ไม่อยากกินแบบผัดน้ำมันหอย เลยคิดว่าสั่งเป็นผัดกระเพราดีกว่า แต่ยังคงเป็น หมูกรอบอยู่เพราะเจ้านี้หมูกรอบอร่อย ยังๆยังไม่พอ นึกเปรี้ยปากอยากกินเห็นนางฟ้าลวกปรุงรส ก็เลยบอกเค้าให้ใส่เห็ดนางฟ้าด้วย จากนั้นก็สั่งไป ปรากฏว่าแม่ค้างง ว่าจะกินอะไรกันแน่ ก็เลยสั่งไปใหม่ช้าๆชัดๆว่า เอากระเพราะหมูกรอบใส่ แขนง ใส่เห็นนางฟ้า ด้วยคิดเงินเพื่มตามสบาย เค้าก็พยักหน้าแบบงง เซร้งๆ ดีมันไม่ด่าให้ แล้วก็ถามว่าเอาราดข้าวหรือว่าเป็นกับข้าว ก็เลยตอบไปว่าลาดข้าว เค้าก็งงหนัก ว่ามันจะกินไงเนี๊ยะ จากนั้นพ่อค้าเค้าก็จัดเตรียมของใส่จานเล็กๆเตรียมผัด พอแม่ค้าอีกคนเอาไปผัด ก็หันมาถามว่า อันนี้นี่มันอะไร ผัดกระเพราะหรืออะไร คนรับ order ก็หันไปบอกว่าผัดกระเพรา แม่ค้าทำหน้าเซร้งจัด ส่ายหัว ไปมาผัดแบบไม่ตั้งจาย ไม่พอใจ ดูเหมือนจะบ่นพึมพรำๆ ซือเจ๊ก็เริ่มไม่ปลิ้มแระคิดในใจ รายฟร่ะ มีหน้าที่ผัด ผัดไป อย่าบังอาจไม่พอใจ เด๋วปั๊ดเหนี่ยว แต่ก็นังรอดูพฤติกรรมแบบเงียบๆ (ซ่าส์ไม่ได้ไปคนเดียว..เดี๋ยวเดี้ยง…กลับมาฮ่าๆ) จากนั้นเค้าก็ทำเสร็จ ซือเจ๊ก็เดินไปจ่ายเงิน เค้าคิดราคาที่ 40 บาท (ราคาปกติ 30 พอดีร้านนี้เค้าให้เยอะเหมาะสมกับราคาถือว่าไม่แพง)อืมมก็จ่ายเค้าไปตามปกติ แล้วก็รีบเผ่นก่อนที่จะโดนแม่ค้ากระทืบ ฮ่าๆ….

 เรื่องของเรื่องคือ… ซือเจ๊อยากกินผัก ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่เลยไม่มีเวลาพิถีพิถันกับการอาหารการกินเท่าไหร่ ตอนเที่ยงก็บะหมี่แห้งงี้ อาหารง่ายๆธรรมดาๆตามประสาหนุ่มสาว Office ทั่วไป (เอ๊ะสาวไหม?ชักไม่แน่ใจ) ส่วนผลไม้ก็นานๆจะมีโอกาสซื้อที แบบว่าซือเจ๊ขี้เกียจเข้าแถวรอคิวคนเยอะจะซื้อ