วันนี้มีโอกาสได้อ่าน forward mail หนึ่งยาวทีเดียวแต่โดนใจสุดๆมันทำให้เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆได้ดีมากขึ้น มีคนเคยบอกว่าในช่วงชีวิตหนึ่ง “การที่คนเราจะได้พบได้เจอใครสักคน ได้ผูกพันกับใครสักคน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ถ้าหากมีวาสนาต่อกันก็มักจะได้มาทำความรู้จักและพบเจอกันในที่สุด ไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง เมื่อถึงเวลานั้นมันจะมาของมันเอง และเมื่อเวลาของมันหมดสิ้นลง ทุกคนก็จำเป็นต้องจากกันไป ไม่มีอะไรหยุดยั้งมันได้ ” สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจจากข้อความข้างต้นคือ ทุกอย่างมีช่วงเวลาเป็นตัวกำหนดจริงๆ ไม่มีอะไรจีรังยั้งยืนเอาเสียเลย ข้อความข้างต้นถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ มีพบ ก็ต้องมีพรากจากกันเป็นธรรมดา ซือเจ๊อยากให้ทุกคนลองอ่านข้อความใน email นี้ดูสักหน่อย ตอนแรกที่เห็น ด้วยความที่มันยาวก็เกือบจะลบทิ้งไปเหมือนกันคิดว่าคงไร้สาระกระมัง แต่พอได้อ่านแล้วอืมม! น่าคิดแฮะ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเชื่อถือได้หรือเปล่านะ แต่มีหลายๆเรื่องที่ได้เคยรับฟังมา พอนำมาเชื่อมโยงกันแล้วก็ทำให้เห็นภาพอะไรได้หลายๆอย่างเลย ลองอ่านดูก่อนนะ จบแล้วเรามาคุยกันต่อถ้าไม่ขี้เกียจอ่านกันไปก่อนอาจค้นพบอะไรบางอย่างในข้อความนี้ก็ได้นะ…
” มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่าเป็นพระจึงบอกว่าไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!
เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้นหลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อลองมองที่กระจกสิ ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่าเป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที 2 แล้วก็ค่อยๆจางหายไปเหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนากับเธอ 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปีแล้ว วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่าโยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือด เอาเลือดเสียออกมาแล้ว ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็หายป่วยและได้ออกบวชในที่สุด”
อ่านแล้วเป็นไงกันบ้างคะ? รู้สึกอย่างไรบ้าง มันไขความสงสัยอะไรให้บ้างหรือเปล่า หรือว่านึกเห็นภาพชีวิตตัวเองขึ้นมาเลาๆหรือเปล่า โดยเฉพาะหลายๆคนที่อาจจะมีประสบการณ์คล้ายๆแนวนี้ เชื่อว่า หลายๆคนคงพยายามโยงเรื่องราวเข้ากับเรื่องของความรักหรือคู่ครองมากกว่าเรื่องอื่นๆเพราะมันคงเห็นภาพมากที่สุดแล้ว แต่จริงๆแล้วมันเป็นไปได้ในหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อน คนรัก หรือคนอื่นๆที่มีโอกาสได้มารู้จักพบเจอกัน มีเหตุให้ต้องมาใช้ชีวิตหรือร่วมวิบากกรรมร่วมกัน เอาเป็นว่าลองสำรวจตัวเองดูนะ ว่าเคยรู้สึกผูกพันกับใครตั้งแต่แรกเห็นไหม เคยมีโอกาสได้ใกล้ชิด สนิทสนม ดูแลห่วงใยกับใครเป็นพิเศษบ้างไหม แม้เพียงชั่วเวลาสั้นๆก็ตาม หรือมีโอกาสได้รู้จักใครแบบที่ไม่น่าจะมารู้จักกันได้เลย แต่ท้ายที่สุดแล้วโชคชะตาก็นำพาให้มีโอกาสได้รู้จักใกล้ชิดกัน ดูแลใส่ใจกัน มอบความปราถนาดี ความรู้สึกดีๆ สิ่งดีๆให้แก่กัน ถ้ามี แล้วตอนนี้เค้ายังอยู่กับคุณหรือเปล่า ความสัมพันธ์ยังคงเดิมอยู่ไหม หรือว่าเวลาของคุณกับเขาหมดลงเสียแล้ว เพราะเขาคนนั้นได้จากคุณไปแล้วไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร ก็ตาม แต่ถ้าวันนี้พวกเขายังอยู่กับคุณ ยังไม่หมดวาสนาต่อกันไป ก็ฝากดูแลพวกเขาให้ดีๆ ก่อนที่โชคชะตาจะนำพาพวกเขาไปจากคุณ ส่วนอีกมุมหนึ่งที่น่าคิดก็คือ ข้อความข้างต้นมันช่วยปลอบใจคนที่กำลังสิ้นหวังกับความรักหรือหมดหวังได้ดีทีเดียว ว่าให้รู้จักปล่อยวาง และยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น คิดซะว่าทำบุญร่วมกันมาแต่เพียงเท่านี้ หวังว่าคนอกหักอ่านแล้วคงรู้สึกดีขึ้น ถ้าใครเคยคบกับใครแล้วสุดท้ายต้องมีเหตุให้เลิกรากันไปก็อย่าเสียใจนานไป บางทีเขาอาจจะแค่ผ่านมาชดใช้หนี้กรรมอะไรบางอย่างให้กับเราหมดเวลาแล้วก็ต้องจากไปเป็นธรรมดา ต่อให้รักมากมายแค่ไหน ถ้าไม่ใช่คู่กันแล้วก็ต้องมีวันพลัดพรากจากกันไปอยู่ดีนั่นแหล่ะ เคยได้ยินคำว่า คู่แท้ คู่เทียม คู่บุญ คู่กรรม คู่เวร กันไหมนั่นแหล่ะมันก็แล้วแต่บุญเราว่าจะนำพาไปเจอคู่แบบไหน..ด้วยประการละชะนี้แล..เจ๊ไปหล่ะ…
ปล.ลืมเม้าท์ไปว่า ใครที่มีความรักและทุ่มเทเสียมากมายชอบให้คำมั่น คำสาบานว่าจะรักเธอตลอดไป ชอบอธิฐานว่าขอให้เจอกันทุกชาติๆระวังตัวไว้ดีๆนะ อย่าลืมว่าแต่ละคนมีกรรมเป็นเครื่องกำหนด ทำบุญมามากน้อยต่างกัน และภพภูมิไม่เท่ากันเผื่อคุณได้เกิดเป็นคน แต่คนรักของคุณอาจไม่ได้เกิดหรือเกิดมาไม่ใช่คนนี่แย่เลยนะ… ฉะนั้นอย่าไปพูดอะไรในทำนองนั้นเป็นดีที่สุด..
very good story.
@lek เฮ้อ.แต่เจ๊ว่าเรื่องมันเศร้าคะพี่เล็ก..
อืมม์.. รักมากไปหรือน้อยไปก็ไม่ดีเน๊อะ
ว่าแต่..ซือเจ๊ กำลังมีวาสนากะใครหรือเปล่า?
ยาวจริงๆ ครับ
เดี๋ยวมาอ่านต่อ
^.^
@kenglife ถ้าหมายถึงแฟน ยังไม่มีใครมีวาสนากับซือเจ๊ตะหากหล่ะ อิอิ
@ต้นแพร
แนะนำคะ อ่านให้จบเป็นดีที่สุด รับประกันได้อะไรบางอย่างกลับไปแน่นอนคะ ลองอ่านดู..
โอ้ว.. มันเป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก
แต่ปนเศร้านิดๆ พอเอามาโยงกับเรื่องตัวเอง
หุๆๆ
ส่วนตัวผมมีความเชื่อแบบเรื่องนี้เด๊ะเลย
^^
@ต้นแพร ซือเจ๊ก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน จากที่สังเกตดูตัวเอง และเคยตั้งขอสงสัยมาตลอดอะนะ แต่หาเหตุไม่เจอ
[...] 26 07 2008 เมื่อวานผมได้อ่านบนความเรื่องฤๅจะหมดวาสนาต่อกันจริงๆ [...]
หมายความว่าเราต้องทำใจใช่ไหม๊ ถ้าเกิดเราไปรักใครสักคน แต่แล้วก็ไม่สมหวัง(ออกแนวเศร้า)
แล้วอย่างงี้ ถ้าไม่ชอบใครก็อย่าได้ไปทำบุญร่วมกันเป็นอันขาด เดียวมาเจอกันอีก
จริงมะ ซือเจ๊
@donal03 ฮื่อๆเรื่องมันเศร้า อย่าตอกย้ำนี่ก็กำลังเศร้าเพราะรักใครบางคนแล้วก็ไม่สมหวังอยู่เนียะ กำลังถอยทัพกลับเอิ๊กๆ.. คิดซะว่าทำบุญร่วมกันมาเพียงเท่านี้ “มองได้แต่รักไม่ได้” ดันไปรักเจ้าชาย เอื้อมให้ตายก็ไม่ถึงเฮ้อ เจ๊ก็กลุ้มเนียะ เมื่อไหร่จะได้เป็นเจ้าหญิงตัวจริงของเธอซักที อิอิ
ไม่รู้ว่าต้องเจอแล้วก็ต้องพลัดพรากอีกซักกี่คนถึงจะได้เป็นตัวจริงของเธอซักทีเน้อ..ว่ามะ..
I thought you were a master of ธรรมะ. This problem should not make you “กลุ้ม”.
@lek แฮ่ะๆ
พี่เล็กรู้ใจอีกแล้วอิอิ มันไม่สามารถทำให้ซือเจ๊ระแคะระคายใจได้เลยสักนิด (มันเป็นเรื่องไร้สาระมากสำหรับซือเจ๊รักไม่ได้ก็เลิกรักเท่านั้นจบ!) บางทีก็อยากจะกลุ้มกับมันอยู่เหมือนกันคะแต่ว่าเจ๊ปลง เอ้ยไม่ใช่..หาเหตุไม่เจอว่าจะกลุ้มไปใย เรื่องธรรมดาของชีวิต ใช้ชีวิตให้มีความสุข ให้จิดใจเบิกบานดีกว่าให้จิตใจขุ่นมัวเป็นไหนๆ จริงไหม? อีกอย่างอาจเป็นเพราะยังไม่มีเป็นตัวเป็นตน ถ้ามีเป็นตัวเป็นตนเมื่อไหร่คราวนี้คงได้ “กลุ้ม” สมใจหล่ะ นี่ก็กลัวอยู่เหมือนกันทุกวันนี้เลยไม่กล้ามีสักที ฮ่าๆ
ได้อ่านแล้ว ชอบมากๆค่ะที่เขียนด้านบน เพราะมีโอกาสได้ประสบพบเจอกับตัวเอง ชอบมากๆค่ะ ประโยคที่ว่า “ถ้าใครเคยคบกับใครแล้วสุดท้ายต้องมีเหตุให้เลิกรากันไปก็อย่าเสียใจนานไป บางทีเขาอาจจะแค่ผ่านมาชดใช้หนี้กรรมอะไรบางอย่างให้กับเราหมดเวลาแล้วก็ต้องจากไปเป็นธรรมดา”
ตอนนี้ก็คิดซะว่า ทำบุญกันมาแค่นี้ค่ะ
@วันฟ้าใส ขอบคุณค่ะ ฝากไว้ง่ายๆนะคะว่า “ไม่มีใครทำให้เราเป็นทุกข์ได้นอกจากตัวเราเอง” พูดให้เข้าใจง่ายๆว่ายิ่งคิดยิ่งทุกข์ เลิกคิดเลิกทุกข์ (อย่าไปยึดไปแบกมันเอาไว้ วางได้วางปลงได้ปลง อย่าไปใส่ใจกับมันมากมายเฉยได้ก็เฉยๆไปซะจะได้ไม่ทุกข์มากคะ)
ขอบคุณมากๆเลยนะคะ ได้อ่านที่ซือเจ๊ตอบแล้ว อ่านแล้วก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ตอนนี้ก็เลือกที่จะวางแล้วค่ะ เพราะถือมานาน(มันเมื่อยแล้วค่ะ…:P)
แต่อยากบอกว่ายินดีจริงๆ ที่ได้รู้จักนะคะ รู้สึกชื่นชมในวาทะมากๆๆค่ะ
เอาไว้ต่อไปคงได้มีโอกาสรู้จักกันมากขึ้นนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ชีวิตเราถูกกำหนดไว้แล้วจริงๆ หรอ…
เมื่อวานผมได้อ่านบนความเรื่องฤๅจะหมดวาสนาต่อกันจริงๆ ของคุณซือเจ๊ แล้วกลับมามองดูตัวเอง อืม.. ผมเชื่อเรื่องทำนองนี้นะ บางคนบอกว่าชีวิตเรา เรากำหนดเอง ไม่มีใครกำหนดเรา ผมเชื่อ แต่.. การที่เราจะพบใครคนนึง เป็นสิ่งที่กำหนดตายตัวมาแล้ว ทำนองเดียวกับที่พูดก…