Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารสำหรับ สิงหาคม, 2008

(ต่อจากตอนที่แล้ว)ซือเจ๊ซึมไปหลายวัน(เป็นไงหล่ะเด็กๆก็ทุกข์เป็นนะใครบอกว่าเด็กไร้สาระ)จนกระทั่งวันหนึ่งมีรถขายหนังสือมาขายที่โรงเรียน เด็กๆก็ไปมุงดูหนังสือกันด้วยความสนใจซือเจ๊ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน เพราะสงสัยว่าเขามุงดูอะไรกัน(ไปมุงกะเค้าด้วย)จากนั้นก็มองไปเห็นหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งมีชื่อว่า“เคล็ดลับเรียนดีเรียนเก่ง” โอว์วว..สวรรค์เปิดทางให้ซือเจ๊แล้ว จากนั้นก็รีบควักเงินในกระเป๋าซื้อหนังสือเล่มแรกในชีวิตทันทีราคา 20 บาทเล่มเล็กๆพกง่าย (เป็นเล่มแรกที่ไม่ใช่หนังสือเรียนเพราะหนังสือเรียนมันเล่มใหญ่มากหนักเลยเอาไว้ที่โรงเรียนหมดจึงไม่เคยได้อ่านหนังสือเลยฮ่าๆ) จากนั้นก็เก็บไว้อย่างมิดชิดไม่ให้ใครเห็นว่าเราซื้อหนังสือแนวนี้มาอ่าน (อายเค้า) วันนั้นอยากให้โรงเรียนเลิกเร็วๆ เพราะอยากกลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบ พอเลิกเรียน ซือเจ๊ก็รีบกลับบ้าน พอกลับบ้านก็ไม่คุยกับใครเดินตรงไปนั่งที่แปลหลังบ้านแล้วก็นั่งอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็อ่านจบ ในหนังสือเล่มนั้นเขาจะบอกวิธีการเตรียมตัวก่อนไปเรียน ตอนเรียนในห้องเรียนและหลังจากเรียนเสร็จ รวมทั้งเทคนิคการเรียนต่างๆ ไว้หมดเช่น ก่อนไปเรียนต้องอ่านหนังสือไปเรียนก่อนล่วงหน้า และหลังจากเรียนเสร็จต้อง มาทบทวนเนื้อหาในบทเรียน แล้วเค้าก็แนะนำให้ทำเป็นตารางไว้เลยว่า วันๆหนึ่งต้องอ่านอะไรบ้าง รวมทั้งสอนให้อ่านหนังสือนอกเวลาที่เราสนใจด้วยเพื่อเป็นการผ่อนคลาย อย่าบ่อยเวลาให้ว่างโดยใช่เหตุ สอนให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ที่สุด จากนั้นซือเจ๊ก็ถึงบางอ้อและเริ่มสำรวจตัวเองว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ซือเจ๊สอบตกในครั้งนี้
อย่างแรกเลย ซือเจ๊ไม่เคยอ่านหนังสือก่อนไปเรียนเลย เนื่องจากไม่ยอมหอบหนังสือกลับมาบ้านด้วยเพราะมันหนัก ยกเว้นวันที่มีการบ้าน พอทำการบ้านเสร็จก็ถือว่าไม่มีภาระแล้ว ก็หยุดไว้แค่นั้น ไม่คิดจะหยิบหนังสือมาอ่าน แล้วสงสัยกันไหมว่าทำไมซือเจ๊ทำการบ้านได้และสามารถสอบได้โดยที่ไม่เคยอ่านหนังสือเลยสักครั้งในชีวิตการเรียน คำตอบคือ อาศัยการตั้งใจเรียนในห้องและทำความเข้าใจในห้องจนถี่ถ้วนถ้าไม่เข้าใจก็จะสอบถามทันทีและถ้าวันไหนมีการบ้านไม่เยอะก็ทำให้เสร็จในตอนนั้นเลยเพราะกลับบ้านเดี๋ยวลืมทำ นี่คือคำตอบว่าทำไมพอไม่ได้เข้าเรียนแล้วซือเจ๊ถึงสอบได้ตั้งที่ 11 ของห้องเพราะซือเจ๊ไม่ได้เข้าเรียนนี่เองพอไม่ได้เข้าแรียนบวกกับการไม่ยอมอ่านหนังสืออีกยิ่งแย่ไปกันใหญ่เลย อีกสาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะเดินสายแข่งขันกีฬาแข่งเสร็จกลับมาก็เหนื่อย แล้วช่วงนั้นติดเกมส์กดด้วย อิอิ แต่ผลของกีฬาก็ออกมาดีนะ ได้อันดับที่สองของกลุ่มสร้างชื่อให้โรงเรียนได้ดีทีเดียว พอหมดฤดูแข่งขัน ประกอบกับเป็นเทอมสุดท้ายที่จะจบ ป 6 และซือเจ๊รู้แล้วว่า การจะเรียนให้ได้ดีต้องทำอย่างไร การอ่านหนังสือทำให้ซือเจ๊เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ที่อาจารย์ไม่ได้สอน จากนั้นมาซือเจ๊ก็อ่านหนังสือก่อนไปเรียน [...]

Read Full Post »

มีโอกาสได้เขียนเรื่องนี้สักทีหลังจากที่คิดไว้มานานแล้วว่าอยากจะเขียนเล่าเรื่องราวพลิกชีวิตราวกับมีปาฏิหาริย์ ประกอบกับวันนี้ได้ดูข่าวเรื่องการกระตุ้นให้เด็กรักการอ่านตั้งแต่เด็กๆโดยความพยายามของกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พยายาล และผู้ปกครองของเด็ก เนื่องจากผลการวิจัยพบว่าการอ่านจะทำให้เด็กมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่าเด็กที่ไม่อ่านหนังสือ อันนี้ซือเจ๊คนหนึ่งแหล่ะสนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะเจอมากับตัวเองเช่นกันย้อนมาดูที่ไทยเราบ้าง เด็กและเยาวชนของไทยมีผลการวิจัยออกมาว่าอ่านหนังสือน้อยมากวันๆหนึ่งอ่านไม่เกิน 4 บรรดทัดฟังแล้วก็น่าคิดว่าเกิดอะไรขึ้น
หรือพวกเขาไม่ว่างเพราะมัวแต่ไปปาหิน,ล่าแต้ม,เสพยา,ส่งโพยพนันบอล,เล่นเกมส์,เดินห้างและอีกไม่นานคงมีข่าวเล่นหวยออนไลน์ด้วยไม่งั้นอาจตกเทรนได้
เมื่อตอนเด็กๆสมัยเรียนประถม ซือเจ๊เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ และไม่รู้จักคำว่าอ่านหนังสือเลยด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่เคยอ่านหนังสือเลย แต่ก็ไม่เคยสอบตกตอนซือเจ๊เรียนป 1 ซือเจ๊เรียนที่ต่างจังหวัดเพราะไปอยู่กับยายและพี่ๆที่นั่นเลิกเรียนมาก็เล่นซนตามประสาเด็กๆพอสิ้นแสงอาทิตย์และทำกิจวัตรประจำวันเสร็จเด็กๆทุกคนซึ่งเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันและพี่ๆที่เป็นญาติกัน ก็จะมารวมตัวกันทำการบ้าน พี่ก็สอนการบ้านน้องๆไปตามประสาเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานมากเพราะจะมีการวัดความฉลาดของน้องๆแต่ละคน ว่าใครเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร โดยพี่ๆเขาจะเป็นคนคิดเกมส์ให้เล่น และตั้งโจทย์ง่ายๆให้คิดแข่งกันว่าใครจะตอบถูกบ้างถ้าตอบไม่ถูกก็จะมีการสอนและแลกเปลี่ยนวิธีคิดให้แก่กันและกันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้วก็มีหลายๆวิชาด้วยเช่น เลขคณิตคิดเร็ว , ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
สมัยเรียนป 1 ซือเจ๊จะสอบได้ลำดับที่ประมาณ 2 หรือ 3 ไม่เกินนี้แต่ไม่เคยขึ้นเป็นที่หนึ่งเลย เพราะเพื่อนจะเก่งกว่าและใส่ใจกว่า ขยันกว่าเยอะ ซือเจ๊ชอบทำงานไม่ชอบเรียนใส่ใจน้อยกว่าเลยได้มาแค่นี้แหล่ะ หลังจากนั้นไม่นานก็เรียนจบป. 1 จึงย้ายมาอยู่กับพ่อแม่เหมือนเดิมและถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำอำเภอ จัดว่าในเมืองกว่าที่เคยเรียนมาว่างั้นเหอะการเข้ามาเรียนที่นี่ก็ใช้เวลาปรับตัวอยู่นานเรียนได้ไม่นานก็สอบ ผลสอบออกมาปรากฏว่าซือเจ๊ได้ที่ 1 ของห้องอันเป็นเหตุให้เพื่อนคนที่เคยเป็นที่ 1 มาตลอดถึงกับเครียด เพราะปกติเขาจะได้ที่ 1 และน้องของเขาซึ่งเป็นแฝดกันจะได้ที่ 2 และมีที่ 3 เป็นเพื่อนอีกคนและเป็นขาประจำว่าต้องได้ลำดับตามนี้ในทุกๆเทอมไม่มีใครโค่นเขาได้เลย ตัวซือเจ๊เองก็งงกับตัวเองว่าทำไมได้เยอะจัง (แสดงว่าโรงเรียนบ้านนอกก็มีดีเหมือนกัน) [...]

Read Full Post »

เมื่อวานหลังเลิกงานประมาณซัก 6 โมงเย็นซือเจ๊ไปทำธุระที่ Centralworld โดยนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สยามจากนั้นก็เดินลัดเลาะไปตามทางเชื่อมระหว่างสถานีสยามกับห้าง Centralworld ผู้คนพลุกพล่านใช้ได้เลย ขณะที่เดินเบียดเสียดผู้คนไปตามทางก็ได้ยินเสียเบรคดังขึ้นสักพักก็มองลงไปยังถนนเบื้องล่างเห็นรถเบนซ์สีดำคันงามที่พึ่งเลี้ยวออกมาจากสยามพาราก้อน มีสภาพไม่สามารถควบคุมวิถีโค้งของรถเพื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนอีกเส้นหนึ่งได้เนื่องจากล้อหน้าทั้งสองข้างไม่สามัคคีกันล้อหน้าด้านซ้ายอยู่ในสภาพตรงแต่ล้อหน้าด้านขวาของคนขับล้อรถมีสภาพ บิดเบี้ยวและควบคุมไม่ได้ ทำให้รถไม่สามารถเลี้ยวเข้าสู่ถนนได้แต่ดันมุ่งหน้าเข้าชนฟุตบาตเบื้องหน้าและถล่ำขึ้นไปจอดสนิทบนนั้น ท่ามกลางความมึงงงของผู้คนแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น สักพักหนึ่งก็มีชายหนุมรูปงานแต่งตัวดีเดินลงมาจากรถจากนั้นตำรวจที่อยู่แถวๆนั้นก็เดินมาที่รถเพื่อมาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าให้ซือเจ๊เดาคาดว่าไม่ได้เกิดจากการขับรถโดยขาดสติแต่เกิดจาก ความผิดปกติของรถมากว่าเพราะอยู่ดีมันก็ไม่ทำงานตามคำสั่งสั่งให้เลี้ยวล้อหนึ่งจะไปตรง อีกหล้อหนึ่งจะเลี้ยว คันเร่งก็ค้าง ส่วนคนขับก็พยายามเหยียบเบรคจนยางเหม็นไหม้กันเลยดีเดียว โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร คนอื่นๆอาจะมองดูเรื่องนี้ด้วยความตื่นเต้นพอรู้ว่าไม่มีใครเป็นอะไรก็เลิกสนใจไป แต่สำหรับซือเจ๊มองดูพร้อมกับความรู้สึกปลงกับชีวิตว่า ความตายมันอยู่กับมนุษย์ทุกขณะจริงๆรถราคาหลายล้านที่ทุกคนเชื่อมั่นในสักยภาพของมันหนักหนาสุดท้ายบทมันจะพังมันก็ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรให้คนขับรู้ล่วงหน้าได้เลย ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนจริงๆ จากสภาพแวดล้อมโดยรอบที่สังเกตเห็นอดคิดไม่ได้เลยจริงๆ ขอแบ่งเป็นจุดที่เห็นเด่นชัดที่สุด 3 จุดที่มีโอกาสเสี่ยงกับเรื่องนี้ ดังนี้
จุดแรก : กลุ่มคนที่อยู่บนสะพานลอยอย่างซือเจ๊ ถ้าเกิดว่ารถคันนั้นมันชนแล้วเกิดระเบิดขึ้นมาซือเจ๊จะวิ่งไปทางไหนดีแล้วเจ๊จะรอดไหมเนียะ? จะเห็นว่าคนกลุ่มนี้เดินมาบนสะพานลอยอันปลอดภัยจากรถก็ยังเสี่ยงกับความตายได้อยู่
จุดที่สอง : ถ้ารถคันนั้น มันตีโค้งไกลกว่านี้อีกครึ่งเมตรรถมอเตอร์ไซด์และรถอีกหลายๆคันซึ่งจอดติดกันยาวมากเพื่อรอสัญญาณไฟแดงอยู่อย่างจดจ่อ ซือเจ๊มองคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกลุ้นละทึกมากว่าขอรถอย่าเลยไปชนพวกเขาเลยนะ เนื่องจากซือเจ๊เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นและถ้าเกิดมันชนคนกลุ่มนั้นจริงๆคงมีคนเจ็บและตายเยอะมาก แต่ก็คงน้อยกว่า ในกรณีที่มันชนแล้วเกิดระเบิดด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงในการขับรถ โอกาสแก๊สรั่วติดประกายไฟมีสูง จะเห็นว่าคนกลุ่มนี้ทำตามกฏจราจร โดยจอดรอไฟแดงเฉยๆก็ยังอยู่ใกล้ความตายได้เช่นกัน อันนี้อยากฝากเตือนคนที่ชอบทิ้งก้นบุหรี่ลงบนท้องถนนเวลารถจอดรอไฟแดงด้วยนะ ว่าอันตรายมากๆทุกวันนี้ใช้แก๊สกันหมดแล้วไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก
จุดที่สาม : คนที่เดินบนฟุตบาตที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเดินโดยไม่ได้สนใจมองอะไรด้านข้างเลย ถ้ารถคันนี้พุ่งชนพวกเขาจะเกิดอะไรขึ้น เดินเฉยๆก็อาจตายได้ คนจะซวยช่วยไม่ได้จริงๆ เคยได้ยินข่าวเมื่อเร็วๆนี้ว่านั่งรอรถเมย์ที่ป้ายก็โดนรถชนตายก็มี
นี่คือสิ่งที่คิดและรู้สึกได้ จากการเห็นเหตุการณ์เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เกิดขึ้น จงอย่าตั้งอยู่บนความประมาท ชีวิตคนเรามันสั้นเกินจะกะเกณฑ์อะไรได้เร่งทำความดี… [...]

Read Full Post »

วันแม่ปีนี้ซือเจ๊ได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านสักทีหลังจากที่พลาดโอกาสมาหลายปีเนื่องจากติดเรียนติดสอบเป็นว่าเล่นเลย กลับครั้งนี้ถือว่าหลายวันทีเดียวลาพักร้อนตั้งแต่วันที่ 8 และ 11 ออกเดินทางตั้งแต่ตอนเย็นหลังเลิกงานวันที่ 7 เดินทางเที่ยวเวลา 19:30 ถึงขอนแก่นราวๆตี 2 กลับบ้านเที่ยวนี้ถือว่าคุ้มค่าเพราะ พี่สาวคนโตก็ถือโอกาสนี้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่เช่นกัน เลยได้พร้อมหน้าครอบครัวกันอีกครั้งอบอุ่นดีแท้ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสที่ได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา แม่ก็ดีใจได้เจอลูกๆทำกับข้าวของโปรดเราซะเยอะแยะไปหมดเลยโดยเฉพาะ กระดูกหมูทอดกระเทียมพริกไทย ฝีมือแม่ ซือเจ๊ชอบมากๆ กินซะเยอะเลยกลับเที่ยวนี้หลายวันจึงเป็นเหตุให้ น้ำหนักขึ้นพรวดๆหลังจากที่พยายามลดมาได้สักพักหนึ่งฮ่าๆ ตะบะแตกแต่ไม่เป็นไร นานๆจะได้มีโอกาสกลับบ้านซักที กินข้าวที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากับข้าวฝีมือแม่อยู่แล้ว แถมกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวแบบนี้หายากมากอีกเรื่องที่น่าประทับใจ คือ ไปเที่ยวนี้ได้ถือโอกาสไปสวดมนต์เย็นด้วยเนื่องจากตรงกับวันพระพอดีพี่สาวคนรองเลยพาไปทำบุญเช้า แล้วก็ไปสวดมนต์เย็น อิ่มใจดีแท้
ซือเจ๊เดินทางกลับกรุงเทพตอนกลางคืนของวันที่ 11 ออกเดินทางจากขอนแก่นตอนเที่ยงคืนครึ่งแล้วก็มาถึงกรุงเทพฯ ราวๆ 6 โมงเช้าเห็นจะได้แต่ว่าพอกลับถึงกทม ดันป่วยซะงั้น เนื่องจากในรถเขาเปิดแอร์ซะแรงเลย ประมาณ 22 องศาเห็นจะได้ในรถก็มีกันแค่ไม่กี่คนพื้นที่ก็มีแค่นั้นแคบๆไม่รู้จะเปิดอะไรแรงนัก บรื๋อยะเยือกเจงๆ แถมมีฝนตกตลอดทางหนาวได้ใจไหมหล่ะคราวนี้ แล้วช่วงเวลาที่ซือเจ๊เลือกเดินทางกลับมันเป็นช่วงที่โดยธรรมชาติมันก็เย็นๆอยู่แล้วเพราะเป็นเวลาดึกสงัดหรือจวนเจียนจะรุ่งสาง เป็นไงหล่ะนรกไหม มันหนาวอย่าบอกใครเลยหล่ะกลับมาก็ป่วยตามระเบียบ แต่ดีหน่อยที่วันนี้เป็นวันหยุดเลยได้พักผ่อนเต็มที่..ใครจะเดินทางไกลๆแบบนี้แนะนำให้พกเสื้อกันหนาวและถุงเท้าไปด้วยนะซือเจ๊รอดมาได้เพราะเสื้อกันหนาวและถุงเท้านี่แหล่ะฮ่าๆจริงๆแล้วพกผ้าห่มผืนบางไปด้วยหละโดนแม่บ่นประจำว่าบ้าหอบฟาง ของแบบนี้คนไม่หนาวไม่รู้…ถ้าเราต้องอยู่ในที่ที่ร่างกายต้องการความอบอุ่นแต่เรากลับไม่สามารถให้ความอบอุ่นกับร่างกายได้ มันทรมานจริงๆนะตั้ง 6 ชั่วโมงเลยนะที่ต้องทนหนาวเนียะนี่คือเหตุผลว่าทำไมซือเจ๊ไม่ชอบกลับบ้านตอนกลางคืนและช่วงฤดูฝน..

Read Full Post »