ขอยืมคำพูดของคุณวิทวัส จากรายการตีสิบมาใช้สักหน่อย กับคำพูดที่ว่า”ความลับของสวรรค์ที่มนุษย์ควรรู้” ซือเจ๊เป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้และเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ว่ามันมีอยู่จริงในโลกใบนี้
เคยเกิดขึ้นจริง ส่งผลได้จริง สัมผัสได้จริง(โดยเฉพาะคนที่เคยได้รับผลแห่งการกระทำนั้นแล้ว)แต่เป็นสิ่งที่ยากแก่การพิสูจน์ถึงที่มาที่ไปอยู่เหมือนกัน หรือที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็น “อจินตัย”
อจินตัย คือ สิ่งที่ไม่ควรคิดเนื่องจากสิ่งนั้นเรื่องนั้นพ้นวิสัยปัญญาของมวลมนุษย์ที่จะคิดได้
สิ่งที่จัดเป็น อจินตัย มี 4 ประการดังนี้
(1.) พุทธวิสัย หมายถึง พุทธอำนาจ พุทธานุภาพ
(2.) ฌานวิสัย หมายถึง อำนาจฌาน ฌานานุภาพ
(3.) กรรมวิบาก หมายถึง อำนาจของกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กรรมานุภาพ
(4.) โลกจินตะ หมายถึง การคิดเรื่องในโลกของพวกนักคิด
อ่านรายละเอียดเรื่องอจินตัยเพิ่มเติมได้ที่นี่
เมื่อสองอาทิตย์ก่อนซือเจ๊ได้มีโอกาสดูโฆษณารายการตีสิบว่าจะมีแขกรับเชิญที่สามารถแสกนกรรมได้มาออกรายการ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ ฟังผ่านๆหู พอช่วงเย็นซือเจ๊ได้แวะไปที่ร้าน B2S
เพื่อหาซื้อสมุดโน๊ตสำหรับทำงานสักหน่อย ปรากฏว่าไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ตั้งโชว์อยู่ ดูแล้วน่าสนใจนั่นคือหนังสือชื่อ “แสกนกรรม” แล้วก็มีข้อความที่เขียนว่า ผู้หญิงตาทิพย์ มองทะลุกรรม ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโดยคุณ กฤษณา สุยะมงคล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “อาจารย์เอ๋” ซือเจ๊เห็นข้อความที่เขียนตรงหน้าปกก็ แปลกใจว่า อะไรจะปาฏิหาริย์ขนาดนั้นเนียะ..จึงลองเปิดอ่านเนื้อหาด้านในคร่าวๆ และดูเหมือนจะพูดถึงหลวงพ่อจรัญไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วยเท่านั้นแหล่ะ ซือเจ๊สนใจขึ้นมาทันที และก็ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านอย่างไม่ลังเล เพราะเป็นศิษย์สำนักเดียวกันเชื่อถือได้แน่นอน คิดว่าอ่านก่อนแล้วค่อยตามไปดูรายการ จะได้มีข้อมูลไว้วิเคราะห์ในสิ่งที่เขาพูดบ้าง.
หลังจากได้หนังสือเล่มนี้มาก็มานั่งอ่าน และเนื่องจากเป็นเรื่องที่สนใจ จึงอ่านจบภายในวันเดียว ตอนแรกๆกะว่าจะอ่านผ่านๆแค่นั้น จึงไม่ได้เริ่มต้นอ่านตั้งแต่บทแรกๆ เจ๊สุ่มเลือกอ่านเป็นบทๆ แต่ดันซวยไปอ่านเจอบทกลางๆ ที่อาจารย์เอ๋เล่าเรื่อง ของตัวเองว่าไปเจอวิบากกรรมอะไรมาบ้าง อ่านไปก็หงุดหงิดไป อะไรจะโง่ขนาดนั้นฟร่ะเนียะ นางเอกสุดๆโดนรังแกซ้ำๆซากๆกับเรื่องเดิมๆ ไม่หยุดไม่หย่อน ซือเจ๊ก็แอบลุ้นว่าเมื่อไหร่จะหลุดซักทีเนียะ ชีวิตยังกะละครน้ำเน่า แนวๆเมียน้อยเมียหลวงเหมือนในละครเด๊ะ (หรือว่าชีวิตคนมันจะเหมือนละครจริงๆหว่าแอบสงสัย) อ่านไปซือเจ๊ก็ปลงไป และเริ่มสงสัยว่าเขาไปทำอะไรมาถึงได้โดนขนาดนี้ เริ่มเข้าใจว่ามนุษย์เรานี่มันมีทุกข์กันทุกคน และทุกข์ของแต่ละคนก็หนักหนาสาหัสแตกต่างกัน บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นเราจะทนได้ขนาดนี้ไหมเนียะ(แอบหยอง!!!)
แต่สุดท้ายก็หลุดพ้นจากความทุกข์จนได้ หนังสือเล่มนี้อาจารย์เอ๋เขียนอ่านง่าย ใช้คำพูดง่ายๆเหมือนการเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง และสิ่งที่เขียนที่เล่ามานั้นเป็นประสบการณ์ตรงและเกิดขึ้นจริงกับตัวเอง แถมเล่าได้เห็นภาพมากๆมีตัวอย่างการ แสกนกรรมของคนอื่นๆให้ดูเป็นกรณีศึกษา จากหลายๆคนที่อาจารย์เอ๋เคยไปแสกนกรรมให้ และคัดเฉพาะอันที่ดูเด็ดๆและเปิดเผยได้เท่านั้นมาเขียนเล่าให้ฟัง ซึ่งก็ได้อรรถรสดี ทำให้รู้สึกว่าที่ยกมานั้นมันน้อยไป อยากเห็นอีกหลายๆตัวอย่าง
จากที่อ่านหนังสือเล่มนี้มาซือเจ๊จะชอบบทที่ 2 มากที่สุด เพราะเขาเล่าเรื่องที่ไปแสกนกรรมให้ฟัง ฟังแล้วขนลุก เหมือนภาพที่เขาเห็นนั้นมันจริง เพราะคนที่ถูกแสกนก็ขานรับว่าจริง! เนื่องจากมีทั้งกรรมที่เป็นผลจากการกระทำไว้ชาติที่แล้ว (เขาจะพูดในสิ่งที่เขาเห็น ส่วนคนทำจะรู้เมื่อ เขาพูดถึงผลที่มันเกิดขึ้นจริงกับชีวิตตัวเอง ณ ปัจจุบัน) ซึ่งบอกได้ละเอียดมากว่าไปทำอะไรมาแล้วส่งผลยังไง แถมบอกได้อีกด้วยว่าต้องแก้ไขอย่างไรจึงจะเบาบางลง และกรรมที่เป็นผลจากชาติปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการซุกซนในวัยเด็กและไปเผลอทำกรรมแบบไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วส่งผลให้เห็นแบบทันตาเห็น
ซึ่งอันนี้แหล่ะน่าคิดสุดๆ ฟังดูไม่แฟร์เท่าไหร่ เพราะเรากระทำบนความไม่ตั้งใจ บนความไม่รู้ เพราะถ้ารู้ว่าจะบาปเราจะทำไหมหล่ะนั้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจทำ ยังต้องรับกรรมซะขนาดนี้ แล้วพวกที่ตั้งใจทำทั้งๆที่รู้ว่าผิดนี่ ต้องโดนกันขนาดไหนเนียะ หยองเจงๆ.. ในทางโลกในแง่ของกฏหมายเขาจะถือเอาเจตนาเป็นตัวตัดสินว่าผิดจริงหรือไม่ แต่ในทางธรรม ถ้าทำผิดไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถือว่าผิด (เซร้งไหมล่ะนั้น) แต่ถ้ามาลองคิดดูดีๆจะได้คำตอบทันทีว่า ทำไมเขาถึงบอกว่าเวลาทำอะไรให้มีสติหน่อย และทำไมเราถึงต้องฝึกฝนตัวเองให้มีสติ และรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ก็เพื่อไม่ให้เราไปเผลอตัว เผลอใจไปกระทำในสิ่งที่ผิดนั่นเอง (เออฟังดูดีมีเหตุผล ซือเจ๊ก็ช่างคิดได้เน้อ..ฉลาดเหาะ!! อิอิ ) เอาเป็นว่าใครสนใจเรื่องกรรม ก็ลองไปหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูซือเจ๊แนะนำ ถ้าลองอ่านและคิดตาม มันมีเหตุผลมีผล และมีอะไรบางอย่างที่เป็นคำตอบให้ชีวิตเราอยู่นะ แนะนำคะ

เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ไม่มีใครหนีกรรมพ้น” แล้วเราเคยเชื่อไหมว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง แล้วเราจะเชื่อว่ามันมีจริงได้เมื่อไหร่? ลองคิดเล่นๆดู
หลักกฏแห่งกรรม กล่าวเอาไว้ว่า
สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เมื่อทำกรรมอย่างใดไว้
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ย่อมจักเป็นทายาท
คือ ผู้รับผลแห่งกรรมนั้นเสมอ
ซือเจ๊ว่าทุกคนอ่านข้อความข้างต้นคงพอจะคุ้นหู กับคำพูดเหล่านี้ เพราะคงเคยได้ยินกันบ่อยๆ แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่อ และใส่ใจกับเรื่องพวกนี้จริงจัง (เกิดแล้วเกิดเลยจริงๆ อยู่เพื่อรอวันตายไปวันๆหาสาระไม่เจอ นี่ไม่ได้ว่าใครนะ )
กรรม หมายถึง การงานที่บุคคลกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ แบ่งออกเป็น 3 ประการคือ กุศลกรรม (กรรมที่เป็นส่วนดี ) อกุศลกรรม (กรรมที่เป็นส่วนชั่ว) อัพยากตกรรม (กรรมที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศล) จะเห็นว่าเราสามารถก่อกรรมได้ถึง 3ทางไม่ว่าจะสร้างกรรมด้วย กาย วาจา หรือใจก็ตาม ในเมื่อมีช่องทางในการสร้างกรรมได้ตั้ง 3 ทาง จะระวังยังไงไหวหล่ะคราวนี้ สิ่งที่จะเป็นตัวช่วยในการลดการสร้างกรรมได้นั่นคือ การถือศีลให้ครบ และไม่ละเมิดต่อศีล เมื่อไม่ละเมิดต่อศีล โอกาสที่จะผิดพลาดทั้งทางกาย วาจา หรือใจก็น้อยลง
ในมุมของเจ้ากรรมนายเวร เจ้ากรรมนายเวรเป็นตัวยังไง อยากเห็นไหม? ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกลไปหรอก เขาอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง อาจารย์เอ๋บอกว่าส่วนใหญ่แล้วเจ้ากรรมนายเวรของเรามักจะวนเวียนอยู่รอบๆตัวเรานี่เองแหล่ะนั้นคือ เขาอาจจะกลับชาติมาเกิดเป็น พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย สามี หรือ ภรรยาของเรานี่เองหล่ะ มันวนเวียนแถวนี้ มักจะมีเหตุให้มาใกล้กันให้มาพบเจอและรู้จักกันเข้าจนได้ เพราะคนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เราแคร์ความรู้สึก เขาจึงก่อทุกข์ให้เราได้มากที่สุดด้วย ปกติคนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อจิตใจ อารมณ์และความรู้สึกของเรา สำหรับเรื่องนี้ซือเจ๊เห็นด้วยมากเลยว่ามันมีส่วนจริงอยู่มาก สนับสนุนแนวคิดที่ว่า ยิ่งเรารักพวกเขามากเท่าไหร่เราก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น เพราะความรักมักก่อให้เกิดการคาดหวัง และคนที่มีอิทธิพลทั้งทางกาย และทางใจต่อเรา จึงมักเป็นตัวนำพาความทุกข์ที่ดีที่สุดในโลก เป็นบ่วงผูกมัดเรามิให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ง่ายๆ เวลามีทุกข์ ส่วนใหญ่แล้วทุกข์มันจะเกิดที่ใจก่อน ดังนั้นเวลาจะแก้ทุกข็ก็ต้องแก้ที่ใจ ดับที่ใจเราให้ได้ก่อนแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นตามลำดับ
มาถึงตอนนี้ซือเจ๊ขอฝากหนังสือเล่มนี้ รวมทั้ง VDO รายการตีสิบที่อาจารย์เอ๋ไปออกรายการมาสองตอนไว้ให้ติดตามดูกันเผื่อจะมีใครสนใจบ้าง Blog เรื่องนี้คงเป็น Blog สุดท้ายสำหรับเดือนนี้เนื่องจากซือเจ๊คงต้องเดินทางไปปฏิบัติธรรมแล้วคงได้เจอกันอีกทีหลังสงกรานต์โน้นแหล่ะ แล้วเจอกันคะ
แล้วแบบนี้จำเป็นไหมที่คนเราต้องตามให้รู้ว่าที่ผ่านมาตัวเองได้ทำกรรมอะไรไว้ทั้งชาตินี้และชาติที่แล้ว
@donal03 ขอตอบว่า “ไม่จำเป็น” เพราะคงเป็นไปได้ยากที่ทุกคนจะวิ่งตามตัวอาจารย์เอ๋เพื่อขอให้แสกนกรรมให้ตัวเอง ได้ครบทุกคนถูกไหม? อีกอย่างทุกคนรู้อยู่แล้วว่าล้วนแล้วแต่มีกรรมเป็นของของตน ตามหลักกฏแห่งกรรมเพียงแต่ไม่เชื่อ เลยอยากรู้ให้ชัดๆแค่นั้นแหล่ะว่าตัวเองไปทำอะไรมา
จริงๆแล้วสิ่งที่อาจารย์เอ๋กำลังทำอยู่นี้ เพียงเพื่อต้องการให้มนุษย์เชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม ว่ามันมีอยู่จริง และให้ผลได้จริง เท่านั้นเอง แต่จะทำยังไงให้คนเหล่านั้นเชื่อในเรื่องนี้ได้หล่ะ ในเมื่อเรื่องกฏแห่งกรรมมันเป็นเรื่องของ “อจินตัย” ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลและอยู่นอกเหนือปัญญาของมนุษย์ที่จะคิดได้ ดังนั้นเขาจริงต้องออกมาแสกนกรรม ให้กับคนหลายๆคนที่ต้องการรู้ว่าตัวเองไปทำกรรมอะไรมา บ้าง และมันส่งผลอย่างไร โดยเฉพาะกรรมที่เป็นผลจากการกระทำไว้เมื่อชาติปางก่อน (หลายๆชาติที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นสิ่งที่นอกเหนืออำนาจที่เขาจะนึกย้อนกลับไปได้
อาจารย์เอ๋ เขาทำได้แค่เพียงบอกในสิ่งที่เขาเห็นว่า คนนี้ไปทำอะไรยังไงไว้ แล้วก็แจ้งให้ทราบว่า มันส่งผลกำเขายังไงในชาตินี้ ถ้าเป็นกรรมหนัก ก็ชดใช้กันแบบหนักหน่วงและยาวนานแต่ถ้าเป็นกรรมเบา ก็จะบอกว่ามันส่งผลอย่างไรอยู่ ณ ขณะนี้
ขอย้ำนะว่าไม่ว่ากรรมหนักหรือกรรมเบาก็ย่อมส่งผลกับผู้กระทำกรรมนั้นไว้เสมออยู่ที่ว่า ณ ขณะนั้นเขากำลังชดใช้หนี้กรรมอันไหนอยู่
ส่วนกรรมที่เป็นสิ่งที่ทำไว้ในชาตินี้ และเป็นกรรมหนัก มันมักจะส่งผลทันตาในชาตินี้ (ถ้าเจ้ากรรมนายเวรอาฆาตแค้นมาก มันก็จะส่งผลก่อน) ซึ่งจริงๆแล้วแทบไม่ต้องให้ใคร แสกนกรรมให้ก็ได้ ถ้าลองนึกย้อนดูดีๆ ส่วนใหญ่จะรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าไปทำอะไรมา เช่น มีนักศึกษาคนหนึ่ง ถามอาจารย์เอ๋เกี่ยวกับตาของเขาที่บอดไปข้างหนึ่งนั้น มันเป็นเพราะอะไร
อาจารย์เอ๋ก็แสกนกรรมแล้วก็บอกให้ลองนึกดูดีๆว่าไปทำอะไรไว้บ้างตอนเด็กๆ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตอบกลับมาว่า “ผมเคยไปจับปลามาตัวหนึ่งแล้วเอาไม้ไปแงะลูกตาปลาครับ”
ปลาตัวนี้คือเจ้ากรรมในเวรของนักศึกษาคนนี้ ซึ่งอาฆาตแค้นไว้ จึงส่งผลให้นักศึกษาคนนี้มีเหตุต้องบาดเจ็บที่ตาเหมือน ปลาตัวนี้เช่นกัน คราวนี้มาดูเขาเล่าเหตุการณ์ที่เขาต้องรับกรรม
เขาบอกว่า เพื่อนปาเป้าพลาดมาโดนตาขาว บาดเจ็บไปพักหนึ่ง แล้วก็มาประสบอุบัติเหตุรถชนจนขาแว่นตาเสียบเข้าที่นัยน์ตาอย่างจัง ส่งผลให้ตาบอดไปข้างหนึ่งจนถึงทุกวันนี้ เป็นต้น
สุดท้ายไม่จำเป็นต้องไปแสกนกรรมก็ได้ แต่ต้องเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง ตามหลักของกฏแห่งกรรม แล้ววิธีที่จะทำให้พ้นทุกข์จากการชดใช้กรรมก็คือ การสร้างบุญ การสร้างบุญ สร้างอย่างไร นั่นคือ ให้หมั่นสวดมนต์ภาวนา วิปัสสนากรรมฐาน ขออโหสกรรม แผ่เมตตาให้เขาไป แล้วทุกอย่างจะค่อยๆเบาบางลง ขอใช้คำว่าเบาบางนะเพราะมันไม่ได้หมดไป..
ดังนั้นขอให้พยายามสร้างบุญไว้เยอะๆ พร้อมชดใช้กรรมเก่า และลดการสร้างกรรมใหม่ ก็พอแล้ว..
ให้มองกรรมเหมือน เกลือ บุญเป็นน้ำเปล่า ยิ่งมีน้ำมากความเข้มข้นของเกลือก็ยิ่งเจือจางลงเช่นกัน..
ขอเพิ่มเติมอีกหน่อย…
คนที่คิดว่าบทสวดแผ่เมตตามันสั้นๆ ท่องง่าย ทำง่ายก็ท่องเลย แผ่เมตตาให้เขาไปเลยสิสบายดี ขอบอกนะว่า การกระทำนั้นสูญเปล่า เพราะตัวเองไม่ได้สร้างบุญ สร้างบารมี จะเอาอะไรไปแผ่ให้เขา บุญไม่สร้าง บารมีไม่เกิด ดังนั้นก่อนจะแผ่เมตตาเพื่อแบ่งส่วนบุญนี้ให้ใครได้ เจ้าตัวต้องสร้างบุญเสียก่อน การปฏิบัติธรรมถือเป็นการปฏิบัติบูชา ลำบากสุด ทำยากสุด อานิสงส์เยอะสุด
ขอฝากไว้ด้วยว่า “ทางธรรมหนัก ทางโลกจะเบา”
ขอบคุณซือเจ๊มาก ได้คำตอบที่ชัดเจน หายข้องใจไป เหอๆ
ถ้าเรามัวแต่ไปพะวงว่า ที่ผ่านมาไปทำอะไรไว้บ้าง มากจนเกินก็คงเป็นทุกข์มาก เป็นการยึดติดกับอดีต
เอาเป็นว่า ทำใจให้สบาย มีใจอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เหมือนกับแผ่เมตตา แบบนั้นจะทำให้เรา มีจิตใจที่ดีขึ้นและสุขใจมากขึ้น
@donal03
ถ้ารอดจากทริปปฏิบัติธรรมช่วงสงกรานต์นี้ได้ จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ดีขึ้นอีกเยอะเลย “ย้ำถ้ารอดนะ” อิอิ
ปล.รอดนี่ต้องรอดแบบตั้งใจด้วยนะ ถ้าทำให้มันผ่านๆไป จบๆไปก็จะได้แบบผ่านๆได้ของปลอมมาไม่ใช่ของจริง ไหนๆไปแล้วก็ให้มันได้ของจริงกลับมานะ
very interesting. I’m watching her vdo.
เกิดมาใช้กรรม คำนี้อาจถูกเพียงครึ่ง
อีกครึ่ง อาจบอกว่า เกิดมาใช้ธรรม …
ผมได้ยินบ่อยๆ ว่า จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด
ร้อยละ 99 (รวมผม) ยังหารู้ไม่ ที่สุดคืออะไร
จะรู้ได้ ต้องหมั่นภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา
หมั่นสร้างกรรมดี … ด้วยความเพียร
อนุโมทนา – นะหมวย!
: )
@lek
ดีคะ..ดูเสร็จแล้วขอความคิดเห็นหน่อยนะคะ อยากรู้ว่าคิดยังไงกับเรื่องราวที่ได้ชม…
@ขุนอรรถ ขอบคุณมากคะอาตั๋วเฮีย..ตอนนี้หมวยเล็กกำลังเร่งเคลีร์ยงานเลยคะ ตื่นเต้นๆอยากให้ถึงวันเข้ากรรมฐานเร็วๆ ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองนิสัยเสียชอบกลคะ ต้องกลับไปเข้าโรงเรียนดัดสันดาน ออกมาจะได้เป็นผู้เป็นคนหน่อย ฮ๋าๆ…
@ShijiemiS
ดูแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยซาบซึ้งเท่าไหร่. วิทวัสพยายามที่จะพิสูตรเหลือเกิน…จนเกินไป จนรู้สึก fake. จริงๆแล้วถ้าเค้าอธิบายหรือสอนเรื่องกรรม, เล่าประวัติก็พอแล้ว วิทวัสไม่ต้องให้คุณเอ๋โชว์อภินิหารอะไรหรอก. ถ้าคุณเอ๋รู้สึกไม่เครียร์ ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงว่าเห็นกรรม.
@lek คุณวิทวัสเขาอาจจะไม่ต้องการให้คนมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย และเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา เลยพยายามจะพิสูจน์เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปหรือเปล่า ไม่แน่ใจเหมือนกันคะ
แต่ซือเจ๊พอจะเข้าใจว่าคุณเอ๋ ต้องการจะสื่ออะไร หลังจากที่อ่านหนังสือเขาแล้ว ส่วนเรื่องที่คุณเอ๋ รู้สึกไม่เคลียร์นั้น ถ้าให้เดาคงเป็นตอนที่
คนเป็นโรคหัวใจขึ้นมาพูดใช่ไหมคะ? อันนั้นจริงๆแล้วคุณเอ๋เขาเห็นภาพกรรมของคนนี้แล้วนะคะ แต่ว่า เขาไม่สามารถบอกได้ว่ามันส่งผลอย่างไร เขารู้แต่ว่ามันส่งผลที่ ตรงช่วงอก เขาก็บอกไม่ได้ว่ามันมีอาการยังไง จึงออกตัวว่าไม่ใช่หมอ แต่รู้สึกว่ามีอะไรที่ช่วงอก ซึ่งช่วงนี้ของรายการดูวุ่นวายมาก เพราะพูดสวนกันไป สวนกันมาแถมตัดบทกันอีกเลยดูวุ่นๆงงๆ และท้ายที่สุดก็ถูกเบี่ยงประเด็นไปในแง่ของการพิสุจน์อาการของคนนี้ซะงั้น …เราเลยต้องมาตามดูตอนสองกันต่อเนียะแหล่ะคะ ฮ่าๆ
เก่งก็ดูครับพี่ซือเจ๊ รายการตีสิบ น่ากลัวมาก ๆ สำหรับกรรม
@เก่ง ซือเจ๊ว่ามันไม่น่ากลัว แต่ว่ามันมีบางเรื่องที่ดูไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่
เช่น กรรมที่เราทำโดยรุ้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมีเหตุแห่งความจำเป็นที่ต้องทำ แล้วก็ กรรมที่บรรพบุรษทำไว้ แล้วลูกหลานต้องมาชดใช้แบบนี้ฟังดูไม่แฟร์เท่าไหร่ว่ามะ..
ผมเชื่อเรื่องกรรมค่อนข้างฝังใจ ..เพราะตอนเป็นเด็กเห็นคนในหมู่บ้านแกชอบทรมานสัตว์ มีครั้งหนึ่งแกตัดขานกเป็นๆ ขาดทั้งสองข้าง แล้วปล่อยมันไป (นึกภาพเอาครับ …) สุดท้ายนายคนนี้ประสบอุบัติเหตุขาขาดทั้งสองข้าง …อีกเรื่องนายคนนี้เป็นคนล้มวัว แต่แกใช้วิธีตีวัวให้วิ่งมาชนมีดแหลมที่แกถือ แล้วแกประสบอุบัติทางรถยนต์ กระจกรถที่แตก แหลมยาวมาก ทิ่มที่คอแกพอดีเลย.. นี่คือตัวอย่างกรรมที่เกิดตามชนบท และไม่เป็นข่าว (ถ้าคอมเม้นท์นี้สยองมาก ซือเจ๊ ลบออกได้เลยครับ ) มันทำให้ผมฝังใจมาจนบัดนี้ …
@anontanan ขอไม่ลบนะคะ พูดได้ชัดเจนและเห็นภาพมากเลยคะ ต้องขอบคุณมากกว่า
ว่างๆแวะมาเล่าอีกนะคะ ทุกคอมเม้นท์มีค่า ถ้ามันสะท้อนเรื่องราวที่เรากำลังนำเสนอได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ทำให้คนที่ชอบรังแกสัตว์ได้เห็นภาพว่า เขาเจ็บเราเจ็บ อย่าไปรังแกเขา อย่างหลายวันก่อนก็เจอผู้ชายคนหนึ่งเตะสุนัขแรงมาก เห็นแล้วสงสาร มันก็อยู่ของมันดีๆ ตัวเองเดินไปชนมัน หาว่ามันไม่หลบซะงั้น คนแบบนี้ก็มีด้วย ดูแล้วผู้ชายคนนี้น่าเตะกว่าหมาอีก… เห็นคนใจร้ายรังแกสัตว์แล้วอารมณ์เสียจริงๆ
อ่านบทความของ ซือเจ๊ แล้วทำให้รู้ว่าชีวิตที่เราเป็นทุกวันนี้เกิดมาชดใช้กรรมกันทั้งนั้น
งั้นผมขอเล่าต่อเลยครับ รับประกันว่าทุกเรื่องที่ผมเล่าเป็นเรื่องจริงที่พบเจอมา ไม่ได้เอาเรื่องที่เคยอ่านหรือเคยดูในทีวีมาเล่า เพราะนั่นอาจจะซ้ำกันได้… เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนในหมู่บ้านผมเอง ตอนผมเป็นเด็ก ผู้หญิงคนนี้แกเลี้ยงแม่ตาบอดคนหนึ่ง เป็นแม่แท้ๆ นั่นแหละครับ ส่วนพ่อเสียไปแล้ว แกชอบตีแม่ และเอาเชือกมัดมือแม่จูงไปเข้าห้องน้ำ บางทีแม่ไปไม่ถูกเพราะตาบอด แกก็จะเฆี่ยนตีแม่ แกก็ทรมานแม่แบบนี้อยู่เรื่อยๆ จนแม่เสียชีวิตไป …สมัยนั้นเรื่องสิทธิบุคคล ก็ไม่มีการพูดถึงกันหรอกครับ …แล้วต่อมาหญิงคนนี้มีครอบครัว และมีลูกชาย ..อนิจจาลูกที่เกิดมา แขนด้วน 1 ข้าง อีกข้างหงิกงอ …จนลูกชายคนนี้โตเป็นหนุ่มแล้วครับ ทุกคนยังมีชีิวิตอยู่ ณ ปัจจุบัน ผมก็เห็นอยู่เรื่อยๆ แต่กรรมยังไม่ลงที่ผู้หญิงคนนั้นโดยตรง อาจจะยังไม่ถึงเวลา หรือจะด้วยเหตุผลอื่นผมก็ไม่แตกฉานในเรื่องเหล่านี้ คราวหน้ามาเล่าต่อครับ จะไปสัมภาษณ์คุณพ่อ ท่านมีเรื่องแบบนี้เยอะเลย ทุกเรื่องเป็นเรื่องจริงที่ท่านเห็นมากับตา ..สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ
…เชื่อในเรื่องกรรม พยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งกาย วาจา ใจ แต่ก็มีบ้างที่หลุดเหมือน
ก็คงเพราะกรรมนั่นแหละ เรามีครอบครัวแล้ว แต่ดันไปรัก ไปชอบพ่อหม้ายคนนึง สลัด
อย่างไร ก็ตัดใจจากเขาไม่ขาดซักที ทุกวันนี้ คิดถึงเขาทุกวัน แต่ไม่ได้ยึดติดอะไร ก็
ได้แต่ปลงว่านี่คงเป็นเวรกรรมที่เราต้องชดใช้ เราคงเคยไปทำร้ายจิตใจเขาในชาติ
เขาถึงได้มาเอาคืนเราในชาตินี้ มาทำให้เรารัก แล้วไม่สนใจเราเลย ดีนะ ที่มีสามี,มีลูก
ดี พอได้พวกเขาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจได้บ้าง…
@yutphuket สวัสดีปีใหม่ไทยคะคุณยุทธ
“เกิดมาเพื่อใช้กรรม” มันก็ไม่เชิงคะ แต่ซือเจ๊ก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกันคะเอาเป็นว่า เคยสวดมนต์เย็น แล้วคุ้นๆประโยคนี้ไหมคะ
กัมมะโยนิ เรามีกรรมนำมาเกิด
กัมมพันธุ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พวกพ้อง
กัมมปฏิสะระโณ เรามีกรรมเป็นที่พึ่ที่อาศัย
ยัง กัมมัง กะริสสามิ เราจักทำกรรมอันใดไว้
กลัยาณัง วา ปาปะกัง วา เป็นบุญหรือเป็นบาป
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ เราจักต้องรับผลของกรรมนั้น.
@anontanan สวัสดีปีใหม่ไทยคะ ขอบคุณมากนะคะที่แวะเวียนมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง และหวังว่าจะมีครั้งต่อๆไป รอฟังอยู่คะ
ขอบคุณล่วงหน้าคะ
ส่วนเรื่องที่เล่ามานี้ ฟังแล้วหดหู่จัง อะไรจะใจร้ายขนาดนั้นนี่ เฮ้อเราก็ฟังๆกันไว้ แต่อย่าไปเอาเยี่ยงอย่าง อะไรก็ตามที่เราไม่ปรารถณาที่จะให้ผู้อื่นกระทำแก่เรา คนอื่นเขาก็ไม่ต้องการได้รับเช่นกัน ดังนั้นอย่าไปรังแกใครเขาเลย เราเจ็บเขาเจ็บ เรื่องกรรมเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก เข้าใจได้ยาก อย่างที่บอกว่ามันเป็น อจินตัย แต่มันก็มีความเป็นออโตเมติกอยู่ในตัวมันเอง คือสามารถ หักลบกลบหนี้ได้เองเสร็จสรรพก่อนจะพิพากษาลงทัณฑ์แก่ผู้กระทำกรรมนั้น.. เราไม่ต้องไปลุ้นว่าเขาจะได้รับเมื่อไหร่ แต่ขอให้สบายใจได้เลยว่า ได้รับแน่นอน..
@ศิรินทิรา ให้อยู่กับปัจจุบันนะคะ ตอนนี้มีครอบครัวที่ดี มีสามีที่ดี มีลูกที่น่ารักอยู่แล้ว ก็ขอให้ดูแลพวกเขาให้ดีๆ ทำหน้าที่ของ แม่ที่ดี และศรีภรรยาที่ดี ในช่วงหนึ่งของชีวิตคู่ไม่ว่าชายหรือหญิง มักจะมีบางจังหว่ะที่ต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องธรรมดาแต่ขออย่าไปถล่ำลึก ให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หนักแน่น และรู้จักยับยั้งช่างใจตัวเองไว้ให้มากๆ จะได้ไม่เลือกเดินในเส้นทางที่ผิด บางทีคุณอาจจะต้องเลือก ระหว่างสิ่งที่ถูกต้อง กับ สิ่งที่ถูกใจ ถ้าเลือกสิ่งที่ถูกใจเมื่อไหร่ หายนะมาเยือนเมื่อนั้นคะ…
ปล.ลองคิดในมุมกลับ ถ้าสามีคุณเกิดรู้สึกอย่างนี้กับหญิงอื่นและต้องการจะไปจากคุณบ้างจะรู้สึกอย่างไร ถ้าตัวอยู่กับคุณ แต่หัวใจอยู่กับคนอื่น?
สุขสันต์วันปีใหม่ไทยครับเจ๊
ป.ล. ดองไว้ ค่อยมาอ่านนะครับ ย๊าว ยาว
@gangurru ฮ่าๆ
บ่นอีกคนแล้ว อิอิมีแต่คนชอบบ่นเว่าเจ๊เขียน blog ยาว อ่านไม่ไหว แฮ่ะๆไว้โอกาสหน้าจะพยายามเล่าให้กระชับนะคะ
สุขสันต์วันปีใหม่ไทยคะ ….
สวัสดีคะหนูมีเรื่องสงสัยคะ
สมมุตินะคะว่าเราโดนเพื่อนเราแกล้งหรือด่าว่าเราแรง๐แล้วโกรธ
อย่างนี้เรียกว่าเราอาฆาตเขาหรือเปล่าคะ
แต่ถ้าเราขออโหสิกรรมให้เขาอย่างนี้
เราจะหลุดพ้นจากการจองเวรหรือเปล่าคะ
ขอบคณคะ
หนูได้อ่านหนังสือของอาจารย์เอ๋แล้วคะ
@kat2009 ขอตอบด้วยมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยคะ เพราะไม่ใช่ผู้สันทันด้านนี้โดยตรง
ก่อนอื่นคงต้องแยกให้ออกก่อนนะคะระหว่าง ความโกรธ กับ ความอาฆาตแค้น และการอโหสิกรรม เพราะมันคนละเรื่องกัน
ความรู้สึกโกรธ : เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีเหตุแห่งความไม่ชอบใจ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีสติรับรู้ว่าเออ ตอนนี้เรากำลังรู้สึกโกรธอยู่นะ เมื่อรู้ว่าโกรธแล้วก็หาทางหยุดความโกรธนั้นเสีย หรือผ่อนครายจากความรู้สึกนั้นให้ได้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้มันลุกรามและรู้สึกไปมากกว่านี้ ก่อนที่จะบันดาลโทษะ และตัดสินใจลงมือทำอะไรรุนแรงอย่างคนที่ขาดสติ อันเป็นเหตุให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต
ความรู้สึกอาฆาต : ความอาฆาตแค้นหมายถึง ความรู้สึกที่เราผูกใจเจ็บ รู้สึกเกลียด และปรารถนา ให้คนคนนั้นพบเจอแต่สิ่งเลวร้าย เช่นอยากให้มันตายไปให้พ้นๆ เสียวันนี้พรุ่งนี้เลย อยากให้มันโดนรถชนตาย อยากให้ธุรกิจมันเจ้ง เป็นต้น ซึ่งสิ่งนี่นี่เองที่ถือเป็นบาปหรือที่เรียกว่า มโนทุจริต (การประพฤติชั่วทางใจ) และการที่เราผูกใจเจ็บจากเขา นี่แหล่ะที่จะส่งผลให้เรามีเหตุต้องมาพบเจอกันอีก ดังนั้นถ้าเกลียดใครมากๆยิ่งต้องรีบให้อภัยและไม่ผูกใจเจ็บกับเขาเสีย จะได้ไม่ต้องมาพบเจอกันอีก
การขออโหสิกรรม : เมื่อเรากระทำความผิดและยอมรับว่าเราผิดจริง แล้วเกิดความรู้สึกสำนึกในความผิดนั้นๆด้วยใจบริสุทธิ์ (ให้อภัย ไม่ได้รู้สึกโกรธ และอาฆาตแค้นใดๆแล้ว) จึงต้องการขออโหสิกรรมจากเขา(คล้ายกับการขอโทษในทางโลก) เนื่องจากเราได้ล่วงเกินเขาไม่ว่าจะด้วยกาย วาจา หรือใจก็ดี เพื่อให้เขาให้อภัยและไม่ถือโทษแก่เรา หรือมีอะไรติดค้างกัน
อีกต่อไป(ต่างฝ่ายต่างยอมความไม่แค้นไม่ฝังใจใดๆและให้อภัยต่อกันจะได้ไม่ต้องมีอะไรมาชดใช้กันอีกถ้ามองในเรื่องกรรมอย่างที่คุณ kat2009 กำลังสนใจอยู่)
ถ้าถามว่า ขออโหสิกรรมแล้วจะหลุดจากการจองเวรไหม? ขอตอบว่า ขึ้นอยู่กับว่าเขาให้อภัยคุณหรือเปล่า ถ้าเขาไม่ให้อภัยและยังอยากจองเวรอยู่ก็ไม่หลุดง่ายๆ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงบอกให้ขออโหสิกรรมบ่อยๆ ตัวอย่างเช่น คุณโกรธกับเพื่อนแล้วรู้สึกฝังใจเจ็บมากๆ เพื่อนมาขอโทษแล้วแต่คุณยังรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ และยังไม่อยากให้อภัยเท่าไหร่เนื่องจากยังรู้สึกติดใจในสิ่งที่เขาทำอยู่ แต่เมื่อเพื่อนขอโทษคุณบ่อยขึ้น เพื่อแสดงความจริงใจว่า เขานั้นได้รู้สึกผิดแล้วจริงๆ แล้วคุณก็รู้สึกว่าหายโกรธแล้วเนื่องจากรู้สึกว่าเพียงพอแล้วสำหรับความผิดที่เขาทำ ประมาณนั้นคะ
ปล..ทางที่ดีที่สุด เรื่องเล็กๆน้อยๆก็อย่าไปใส่ใจกับมันมากเลยคะ ให้อภัยได้ก็ให้อภัยไปเถอะ โกรธไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ลองสังเกตดูว่า เวลาโกรธแล้วตัวเองนะที่รู้สึกเป็นทุกข์หน่ะไม่ใช่ใครอื่นลองไปอ่านเรื่องนี้ดูคะ
ผมเรียนเรื่องกรรมมาบ้างเลยอยากขอแชร์กับเจ๊ครับ
อาจารย์ผมสอนว่ากรรมจริงๆ้แล้วคือผลของการกระทำจากอดีต ที่เกิดขึ้นเวลาย้อนกลับมาหาเรา มาด้วยองค์ประกอบต่า
ๆ เช่น การเพิ่มผัสสะหรือสิ่งเล้าให้เรา หรือมาในรูปกิเลส เช่น การที่เราเกิดไม่ชอบหน้าหรือโกรธคนึคนหนึ่งจนเกิดเหตุทำร้ายกัน
การแก้กรรมง่ายที่สุดคือวิปัสนารู้เท่าทันจิต สามารถตัดเวทนา ตัณหา อุปทาน กรรมก็ไม่เกิด พูดง่ายแต่ทำยากเหมือนกันนะต้องหัดไปเรื่อยๆ เรื่องสแกนกรรมผมดูแล้วก็ชอบนะที่เค้าพยายามสอน้รู้จักกรรม สอนให้คนทำดี แต่ถามว่าทำได้ไหม ผมว่าอาจจะทำได้จริงถ้าเค้าปฎิบัติถึงหรือมีอภิญญา หรือวิธีที่หมอดูบางกลุ่มชอบใช้คือการใช้คุณไสยเลี้ยงภูต ที่สามารถย้อนกลับ มองเรื่องอดีตได้เพราะเค้าอยู่มานานหลายร้อยปี แต่ถึงจะอย่างไรกรรมก็เป็นเรื่องจริง ที่ปฎิเสธไม่ได้อยู่ดี
@pkgis2007 ดูจากการตอบ แสดงว่าศึกษามาเยอะจริงๆคะเชื่อเค้าเลย อิอิ