สวัสดีวันหยุด วันนี้เป็นวันหยุดอาสาฬหบูชา หลายๆคนคงตื่นแต่เช้ามาทำบุญตักบาตรแล้วก็เดินสายทำบุญกันซะอิ่มบุญกันเลย ส่วนซือเจ๊ก็หยุดเหมือนกันแต่ไม่ได้ไปทำบุญที่ไหนเลยแถมตื่นสายอีกต่างหากแฮ่ะๆ แต่วันนี้มีโอกาสได้ฟังท่าน ว.วชิรเมธี เทศน์ ผ่านรายการไทยมุงเมื่อตอนเย็นวันนี้ ฟังแล้วรู้สึกดี ท่านพูดซะเห็นภาพแฮ่ะๆ ส่วนช่วงเช้าก็ตามดูรายการทีวีรายการโปรดย้อนหลังโดยเฉพาะรายการที่นำเสนอเกี่ยวกับการค้นหาสัจจะธรรมของชีวิตของคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระจนรู้และเข้าใจธรรมะและค้นหาความสุขที่แท้จริงของชีวิตได้ด้วยตัวเองในที่สุด ตัวอย่างรายการล่าสุดที่ซือเจ๊ดูวันนี้ก็คือรายการตาสว่าง ทางช่อง 9 (เสียดายเล่นดึกและเวลาน้อยไปหน่อย) แต่เรื่องราวที่รายการนี้นำเสนอหลายๆเรื่องก็น่าสนใจมากทีเดียววันนี้ซือเจ๊ดูไปสองเรื่องคือ
1 . อ.ประมวล เพ็งจันทร์ กับการเดินทางครั้งสำคัญ เพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงของชีวิต
(ฟังแล้วอยากซื้อหนังสือเดินสู่อิสระภาพของอาจารย์มาอ่านเลย) สนใจฟังคลิกที่นี่
2. เรื่องท่าน ว.วชิรเมธี พูดเรื่องกฎแห่งกรรม
(ฟังแล้วกระจ่างแอบสงสัยมานานแล้วว่ามีจริงเหรอ?) สนใจฟังคลิกที่นี่
ใครสนใจก็ลองกดเข้าไปฟังดูได้นะคะ อยากเล่าให้ฟังแต่เกรงจะยาวเดี๋ยวจะขี้เกียจอ่านกันไปก่อน(เกริ่นให้อยากแล้วจากไป) เรื่องแรกไปดูความพยายามในการตามหาความสุขที่แท้จริงๆของมนุษย์ พยายามมากๆสุดท้ายก็ได้ค้นพบกับความสุขนั้นจริง ส่วนเรื่องที่สองพูดเรื่องกฏแห่งกรรมที่หลายๆคนครางแคลงสงสัยว่ามันมีจริงเหรอ ทำไมคนทำดีไม่ได้ดี ที่คนทำชั่วดีวันดีคืน ทำให้คนทำดีหลายๆคนเริ่มทดท้อกับการทำดี ซึ่งอันนี้บางที่ซือเจ๊ก็เคยรู้สึกเหมือนกัน พอได้ฟังแล้วก็ถึงบางอ้อเลยคะ ฟังดูน่าสนใจแล้วใช่ไหม? ลองสละเวลาไปฟังดูนะคะ
คราวนี้ก็มาเข้าเรื่องวันอาสาฬหบูชากันต่อ ถ้าใครตามอ่านประวัติความเป็นมาของวันนี้คงจะทราบถึงความสำคัญของวันนี้และทราบกันดีแล้วว่า หนึ่งในกิจกรรมที่มักจะจัดขึ้นในวันนี้คือ ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)และแน่นอนว่าที่เวฬุวัน ขอนแก่นเค้าก็เทศเรื่องนี้เหมือนกัน น่าเสียดายที่ซือเจ๊ไม่ได้กลับต่างจังหวัด เพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงาน อดฟังเลยเสียดายจริงๆ ซือเจ๊รู้สึกอยากฟังมาก เพราะตั้งแต่เด็กจนโตมานี่ ก็ไม่แน่ใจว่าเคยฟังหรือยังหรือว่าเคยแล้วตอนเด็กๆแต่จำไม่ได้ แต่คิดว่ายังไม่เคย (นี่ชาวพุทธแท้ๆนะอายจัง) เมื่อเกิดความสงสัยก็ค้นซิคะคราวนี้ ซือเจ๊ไปเปิดหนังสือสวดมนต์ เพื่อตามหาบทสวดนี้ [...]
ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ปรัชญาศาสนา’
อดฟัง”ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”เลย!!
Posted in ปรัชญาศาสนา on กรกฎาคม 17, 2008 | 2 Comments »
วันนี้คุณกำลังรู้สึกโกรธหรือโมโหใครอยู่หรือเปล่า..?
Posted in ปรัชญาศาสนา on มกราคม 26, 2008 | 9 Comments »
จากคำถามข้างต้น ไม่ว่าคำตอบของคุณคืออะไรก็ตาม คืนนี้ก่อนล้มตัวลงนอน ลองสำรวจใจตัวเองก่อนดีไหม เผื่อจะได้นอนหลับสนิทตื่นเช้าขึ้นมาจะได้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายทั้งกายและใจ ไม่อาฆาตพยาบาทใคร ให้จิตใจต้องมัวหมอง ร่างกายต้องย่ำแย่เพราะมัวเคียดแค้น โกรธ หรือโมโหใครอยู่ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้คุณโกรธ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ไม่ว่าคุณจะโกรธมากหรือโกรธน้อย คุณเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ทำไมเราถึงโกรธเค้า ถ้าไม่โกรธจะได้ไหม ถ้าโกรธแล้วจะให้อภัยได้ตอนไหน ระหว่างเขากับเราใครทุกกว่ากันโกรธแล้วได้อะไร แล้วต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้สึกโกรธ..แล้วเวลาคุณโกรธใครสักคนไม่ว่าจะเพียงเล็กน้อยหรือโกรธมากชนิดไม่เผาผีคุณเคยถามตัวเองไหมว่า ในแต่ละครั้งที่คุณโกรธใครสักคน คุณรู้สึกอย่างไร คุณต้องใช้เวลาในการเยียวยาความรู้สึกตัวเองนานแค่ไหนกว่าความโกรธนั้นจะทุเลาเบาบางลงได้ แล้วเมื่อเวลาหายโกรธหรือหลุดพ้นจากความรู้สึกนั้นแล้ว คุณเคยมองย้อนกลับไปสำรวจหรือสังเกตความแตกต่างระว่างช่วงเวลาที่กำลังตกอยู่ในความรู้สึกโกรธกับช่วงเวลาที่คุณได้หลุดพ้นและให้อภัยคนคนนั้นแล้วหรือไม่ ซือเจ๊ไม่ได้ถามเซ้าซี้เพื่อให้รำคาญใจแต่อย่างใด เพียงแต่อยากให้ลองคิดดูกันเล่นๆแล้วจะรู้ว่าบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่ามันยิ่งใหญ่สำหรับเรา ที่เราพยายามเอาใจไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมปล่อยวาง หรือลดละมันลงเลย สุดท้ายแล้วคนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่คนที่เค้าทำให้เราโกรธนะ แต่เป็นเราต่างหากที่เป็นทุกข์เพราะความคิดของตัวเองที่เอาใจไปจดจ้องอยู่กับความรู้สึกโกรธแค้น อาฆาตใครคนนั้นอยู่ต่างหากหล่ะ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราให้อภัยเค้า เมื่อนั้นเราก็จะหลุดพ้นจากความรู้สึกเป็นทุกข์ในใจนั้นได้ เมื่อรู้ว่านี่คือทุกข์ เราก็ควรละ ควรวาง ควรเลี่ยงเสียจะดีกว่าลองให้อภัยคนที่คุณกำลังโกรธอยู่ดูนะ แล้วจะรู้ว่าสุขภาพจิตคุณจะดีขึ้นทันตาเห็นเลยหล่ะ พอมองย้อนกลับไปในวันที่รู้สึกโกรธคราวนี้เรื่องที่คิดว่ามันยิ่งใหญ่หนักหนา ณ เวลานั้นจริงๆมันก็แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากมายก็ได้จริงไหม แต่ถ้าใครยังวางมันไม่ลง แนะนำไปหาหนังสือ ธรรมะหลับสบาย ของท่านว.วชิรเมธี มาอ่านนะช่วงนี้คนส่วนใหญ่หันหน้าเข้าหาธรรมะกันเยอะเลยสงสัยจะขาดที่ยึดเหนี่ยวกระมังทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิงแปลกแต่ดีที่เป็นแบบนี้ ดีกว่าปล่อยให้จิตตกต่ำจริงไหม…เนื้อความในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจและให้ข้อคิดดีทีเดียว
เค้าชวนให้สำรวจตัวเองก่อนเลยว่า
คุณเป็นคนแบบไหน?
1. คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนก้อนหิน
2. คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนหาดทราย
3. คนบางคนเปรียบเหมือนรอยจารึกบนสายน้ำ
แล้วคุณหล่ะเปรียบเหมือนรอยจารึกอะไร…
เมื่อเราโกรธใครสักคนแล้วไม่ยอมสลัดความโกรธนั้นออกไปจากใจ แต่กลับปล่อยให้ความโกรธนั้นฟักตัวอยู่ในความทรงจำส่วนลึกนานแสนนานไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแสนนานคุณก็ยังทะนุถนอมความโกรธเสมือนลูกในไส้
บางคนกอดความมโกรธไว้กับตัวจนกระทั่งนาทีสุดท้ายก็ยังวางไม่ลง ปลงไม่เป็น นี่แหล่ะคือความโกรธประเภท [...]
ปริญญาวิชาชีพกับปริญญาชีวิต
Posted in ปรัชญาศาสนา on มกราคม 10, 2008 | 15 Comments »
บทความดีๆจากท่านว.วชิรเมธี
ข้อมูลจาก Forword Mail
ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมากคือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมากเป็นคนดำเนินรายการคนค้นคนดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร นะมาเรียนที่อเมริกาเป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิสทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจานล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดูว่าสะอาดจริงมั้ยกลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลยต้องให้ดีที่สุดเวลาแกไปเสนองานอะไรต่างๆเขียนไว้สามแผนแผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สองแผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สามใครไปดีลงานกับแกติดทุกรายแกมีบ้านมีรถมีลูกมีภรรยามีธุรกิจ มีชื่อเสียงทุกอย่างแกมีทุกอย่างวันหนึ่งแกพักผ่อนหลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลยลูกเมียไปขอพบบอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิตวันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่องตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไปภรรยาพาเข้าโรงบาลตรวจพบมะเร็งพอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลยจริงๆค้าก็เตือนตลอดแต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคนบันทึกชีวิตแก ก่อนจะเสียชีวิตแกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัวแกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูกก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่าพ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบปริญญาใบที่หนึ่ง“ปริญญาวิชาชีพ”เราจะต้องทำมาหากินเป็นกินอิ่มนอนอุ่นพูดง่ายๆล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเองแค่นี้คือปริญญาวิชาชีพแต่”ปริญญาวิชาชีวิต” ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพแต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตกเพราะอะไรเพราะทำงานจนป่วยตายก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่างบ้าน รถ มอบมันให้กับลูกและภรรยาแต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยาสิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมียเพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย นี่คือปริญญาวิชาชีวิตธรรมะเราจะต้องมีถ้าเราไม่มีธรรมะเราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเองที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดีดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้วอย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ แต่ละวันควรจะมีให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ใจตัวเองว่าเราเอ๊ะมันทุกข์มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่าแบกเรื่องโน้นเรื่องนี้เกินไปหรือเปล่าพยายามลดลงในแต่ละวันๆเพื่อที่ว่าอะไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิตหนึ่งปริญญาวิชาชีพเราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่งมีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง คือวิชาธรรมะ สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุขอยากเที่ยวให้ได้เที่ยวอยากพักให้ได้พักอยากทำบุญให้ได้ทำบุญลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้างอย่าวิ่งไปจนซ้ายสุดขวาสุดและมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี เพราะอะไรเพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรคือสิ่งสูงค่่าที่สุดบางคนก็ตอบเงินบางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์ พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิตสุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วยคนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะและก็ชีวิตของเรา
รู้ไหม?ในตัวเรามีคนอยู่สามคน
Posted in ปรัชญาศาสนา on มกราคม 1, 2008 | 4 Comments »
เนื่องในโอกาสปีใหม่ ไม่มีพรใดที่ล้ำค่ามาฝาก แต่อยากให้ลองอ่านเรื่องนี้ดูเป็นเรื่องที่ซือเจ๊อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ หวังว่าทุกคนอ่านแล้วจะได้แง่คิดและเกิดปัญญาเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น
ณ วัดแห่งหนึ่ง หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า
“ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ
แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ”
หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า
“เจ้ารู้ไหมในตัวเรามีคนอยู่สามคน
คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ “
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา
“คนเราล้วนมีความฝัน ความทะเยอทะยานอยาก
ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน
ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ “
“มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ
จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้ “
“อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี
ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ
บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร
คนที่ชอบนินทานั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ
มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว
คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล “
“แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ “
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา
“เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์
เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้
เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ
ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา
เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ [...]