Posted in สังคม on มกราคม 7, 2009 | 19 Comments »
เมื่อวานนี้หลังจากเข้าเช็คข้อมูลใน Blog ปรากฏว่ามี Incoming Link แปลกๆเข้ามาใน blog จึงตามไปดุว่าเป็นของเว็บไหนพอเข้าไปก็รู้สึกตกใจเมื่อเห็นรายละเอียดดังภาพนี้ ซึ่งตอนนี้ซือเจ๊ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร อยากรู้เหมือนกันใครรู้ช่วยตอบที…และต้องขออภัยในความไม่สะดวกสำหรับคนที่จะเข้ามาอ่าน blog ในหัวข้อดังกล่าวด้วย พอดีว่าเมื่อวานนี้หลังจากตาม incoming link ไปอ่าน blog คนคนหนึ่ง(ไม่ใช่ blog ในภาพนี้) ซึ่งใน blog นั้นมีคนนำ link เรื่องนี้ไปแปะไว้ ทำให้มีคนตาม link เข้ามาเช่นกัน ซึ่งคนกลุ่มนั้นกำลังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องภัยแท๊กซี่อยู่เหมือนกัน แต่เขาสรุปว่าเรื่องแท๊กซี่มอมยาไม่ใช่เรื่องจริง เขาเข้าใจว่ามันเกิดจากก๊าซคาบอนมอนอกไซต์เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเรียกอาการนี้ว่า (Carbon monoxide Poisoning) จึงทำให้ผู้โดยสารที่นั่งมามีอาการมึนงง และง่วงและพอลงจากรถก็จะมึนงงจำอะไรไม่ได้ คล้ายกับโดนมอมยา (สรุปว่าไอ้พวกที่โดนมอมยามันลวงโลกว่างั้น..) ส่วนคนขับเหตุที่ทนได้เพราะร่างกายเขาปรับสภาพได้แล้วจึงไม่มีอาการว่างั้น (คนหรือจิ๊กจกวะเนียะ..อัมตะม๊าก!)
ซึ่งในความเป็นจรึงแล้วมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากสองสาเหตุนั่นแหล่ะคือทั้งโดนมอมยา และ จากการเผาไหม้ก๊าซไม่สมบูรณ์ และอีกหลายๆสาเหตุด้วย แต่จากที่ซือเจ๊โดนมาก็ขอยืนยันเลยว่า “การมอมยาโดยรถแท๊กซี่ในสังคมไทยมีจริง!!” และกำลังเริ่มกลับมาระบาดด้วย ถึงแม้ว่าคนที่เข้ามาตอบใน blog แห่งนั้นเขาจะอ้างอิงว่า CO ไม่มีกลิ่น แล้วซือเจ๊แยกออกได้อย่างไร ตอบว่าแยกด้วยประสาทสัมผัส จากความรู้สึก ก่อนและหลัง [...]
Read Full Post »
Posted in สังคม on ธันวาคม 13, 2008 | 59 Comments »
เฮ้อ..เกือบไปแล้วไหมหล่ะ วันนี้ซือเจ๊มีนัดไปกินมื้อเที่ยงกับเพื่อนๆ WordPress ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ OOTOYA ตรงศาลาแดง หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จซือเจ๊กับเพื่อนก็เดินทางไปดูสถานที่เรียนภาษาสักหน่อย แต่วันนี้เพื่อนไม่มีเรียนซะงั้น ก็เลยไปเดินเที่ยวที่ วัดแขกแล้วก็แวะไปกินเค้กกันพอกินเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนแรกซือเจ๊กะจะกลับรถไฟฟ้า แต่ด้วยความอยากถึงห้องเร็วๆเริ่มเมื่อยเดินเยอะไปหน่อย ก็เลยเดินลงมาตรงสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง จากนั้นก็เห็นแท็กซี่คันหนึ่งสีม่วงๆจอดอยู่ เจ๊ก็ตรงเข้าไปถามว่าไป.. ไหมเค้าพยักหน้าเจ๊ก็ขึ้นไปนั่งตามปกติ เนื่องจากว่าที่พักของเจ๊กับศาลาแดงไม่ห่างกันมากเท่าไหร่ข้ามสะพานตากสินไปก็ถึงแระ ปกติไปไหนมาไหนส่วนใหญ่เจ๊ก็นั่งแท็กซี่ประจำ ดูจะเป็นปกติและคุ้นเคยกับความสบายไปหน่อย(อีกแล้ว)
ระหว่างนั่งรถไปเจ๊ก็ดูวิวห์ข้างทางและฟังเพลงไปตามปกติไม่ได้สนใจคนขับ เนื่องจากไม่ระแวงหรือแอะใจอะไรเลยเนื่องจากมันยังกลางวันแสกๆอยู่ และอีกราวๆ 10 นาทีจะสี่โมงเย็น แดดเปรี้ยงๆกันเลยแหล่ะ สักพักหนึ่งมันเลี้ยวไปทางช่องนนทรีย์ ซะงั้นอะเจ๊ก็ไม่ว่าอะไรเพราะมันก็ไปสะพานตากสินได้อยู่ดี สักพักเริ่มผิดปกติอีตรงรถจอดติดไฟแดงนี่แหล่ะ ที่เจ๊เริ่มจับตามองคนขับ มันทำท่าทางลุกรี้ลุกรนชอบกล ระหว่างที่รถติดไฟแดงและกำลังรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ แล้วมันก็มองเจ๊ผ่านกระจกก่อนที่มันจะเอี้ยวตัวไปฝั่งคนขับแล้วแอบก้มหน้าทำอะไรสักอย่าง พร้อมกับหันหน้ามาปรับช่องแอร์จากนั้นเจ๊ก็เริ่มรู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก และมึนหัวขึ้นมาตะหงิดๆคล้ายจะหมดสติ ก็เลยแอะใจ..เอาแล้วไหมหล่ะกูโดนแล้ว รถเริ่มออกตัวแต่เนื่องจากรถติดมาก พอหมดสัญญาณแล้วยังคงเหลือรถอีก 2 คันที่ยังต้องติดไฟแดงต่อ รอบสองรวมทั้งแท๊กซี่คันที่ซือเจ๊นั่งมาด้วย ไอ้คนขับมันก็บ่นแบบลุ้นๆว่าอีกสามคันเอง เจ๊ก็เลยรีบคว้าประตูเปิดกระจกออกก่อนไม่งั้นเจ๊ตายแน่ๆเพราะหายใจไม่ออกเลยมันแน่นและจุกหน้าอกไปหมด จากนั้นก็รีบปลดล๊อครถ ระหว่างที่กำลังเปิดประตูปากก็ถามมันว่าฉีดอะไร..มันบอกน้ำหอมครับ เท่านั้นแหล่ะเจ๊รีบเผ่นลงรถแล้วก็โดนโซเซมือกุมขมับด้วยความมึนหัว กะว่าจะเรียกสติตัวเองสักหน่อย แล้วก็เดินผ่านรถหลายๆคันที่เขากำลังมองซือเจ๊อยู่ว่าทำไมอยู่ดีๆเดินลงมาจากรถทั้งๆที่รถอยู่เลนด้านขวามือด้วย เจ๊ก็ไม่สนใจรีบเดินไปเลยตอนแรกกะจะหันมาถ่ายรูปรถและหน้าคนขับพร้อมป้ายทะเบียนรถเอาไว้แจ้งความสักหน่อย แต่ด้วยความที่เริ่มมึนหัวมากขึ้น ยืนแทบจะไม่ไหวแล้วก็เลยคิดว่าเอาตัวให้รอดก่อนดีกว่าเผื่อมันวิ่งตามมา จากนั้นเจ๊ก็วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าช่องนนทรีย์ ตรงนั้นมีร้านอาหารชื่อเล็กซีฟู๊ดซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านพอควร ระหว่างขึ้นบันไดรถไฟฟ้า เจ๊ก็โทรศัพท์หาเพื่อนที่พึ่งแยกย้ายกันกลับ [...]
Read Full Post »
Posted in สังคม on กันยายน 23, 2008 | 14 Comments »
เฮ้อ..ต้องบอกว่าคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหมมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและก็ล่อเป้าทีเดียว มันเป็นเรื่องที่คิดเห็นต่างกัน แต่ว่ายิ่งฟัง ยิ่งรู้ ยิ่งไม่เห็นด้วยก็เลยต้องออกมาเขียนสักหน่อยบอกไว้ก่อนว่าเจ๊ลำเอียงสุดๆอ่านไปแล้วจะรู้ว่าเจ๊เข้าข้างใคร ช่วงนี้ซือเจ๊กำลังตามข่าวคราวของ สตอร์มเซิร์จ(Storm Surge)และดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติอยู่อย่างใจจดใจจ่อ หลังจากมีข่าวออกมาหลายๆอย่างถ้าใครติดตามข่าวเรื่องนี้ก็คงทราบกันเป็นอย่างดี ว่าตอนออกข่าวมาแรกๆนั้นประชาชนแตกตื่น(ไม่ตกใจไม่แตกตื่นซิแปลก?) จนกระทั่งกรมอุตุต้องออกมาแก้ข่าวว่าจะไม่เกิดขึ้น (เป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดินมาจากไหน?ห้ามธรรมชาติได้ด้วย) จนเป็นเหตุให้ท่านสมิทธ ถึงกับเอ่ยปากขอลาออกจากแหน่งโดยท่านสมิทธบอกว่า “การเตรียมลาออกไม่ได้น้อยใจ แต่เพราะหากทำงานไปและเมื่อออกมาเตือนแล้วหน่วยงานอื่นเพิกเฉยก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพื่ออะไร”(อย่าไปไหนนะท่านอยู่ต่อได้โปรด!!)เหตุเพราะคงโดนกดดันหลายทาง แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่ได้ลาออก(อีเจ๊ปลื้มมาก!)
แล้วก็มีข่าวคราวเรื่องนี้มาเป็นพักๆล่าสุดที่เจ๊อ่านเจอก็มีการออกมาแจ้งรายชื่อพื้นที่เสี่ยง 7 เขต (บางขุนเทียน,ทุ่งครุ,ราษฏร์บูรณะ,บางบอน,จอมทอง,บางแค และหนองแขม)พอข่าวนี้ออกมาได้ไม่นานก็มีข่าวออกมา มีใครไม่รู้ไปร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งห้ามท่านดร.สมิทธ ให้หยุดให้ข่าวเรื่องสตอร์มเซิร์จ(Storm Surge)ซะงั้นเนื่องจากสร้างความแตกตื่นให้ประชาชน อ้างว่ามีคนย้ายออกจากพื้นที่ อ้างว่ามีคนไม่กล้าให้ลูกหลานไปโรงเรียนรวมทั้งมีผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่มีใครกล้ามาลงทุนด้วยและอีกหลายๆคำอ้าง.. (น่าเสียดายที่ซือเจ๊กลับไปค้นหาข่าวนี้ไม่เจอเสียแล้ว)พออ่านข่าวนี้ครั้งแรกถึงกับอึ้งกันไปเลยนี่มันเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีแล้วหรือนี่หลังจากคอยตามอ่านข่าวและคอยเอาใจช่วยท่านสมิทธมาตลอด แต่สุดท้ายก็โดนเล่นงานอีกจนได้เฮ้อน่าเห็นใจคนทำงานจริงๆ กลายเป็นว่าการเป็นห่วงชีวิตและทรัพยสินของประชาชน พยายามใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตเพื่อคิดวิเคราะห์หาข้อมูลความจริงที่เชื่อถือได้มาบอกพวกเขาว่าพวกเขากำลังมีอันตราย และทำงานจนตัวเองไม่มีเวลาพักผ่อนนี่ เป็นความผิดหรือนี่(อนาถใจจริงๆแบบนี้คนดีเสียกำลังใจทำงานหมด)
ไม่เข้าใจเลยว่าถ้าท่านสมิทธหยุดให้ข่าวแล้วอะไรจะดีขึ้น ในเมื่อเปอร์เซ็นการเกิดสตอร์มเซิร์จ(Storm Surge)ก็ยังไม่ได้มีค่าเท่ากับ 0 นั่นหมายถึงมีโอกาสเกิดแม้จะมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นก็ควรให้ความสำคัญและหาทางป้องกันไว้แต่เนิ่นๆแนวทางและวิธีการป้องกันต่างๆก็ยังไม่รู้ว่าเริ่มลงมือทำกันไปบ้างหรือยังหรือรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยออกมาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง(ช่างดูยิ่งใหญ่มากมายท่านคือผู้เสียสละอันใหญ่ยิ่ง) เก้าอี้ประจำตำแหน่งไม่กี่ตัวแลกกับความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้(เจริญจริงๆธรรเนียมนิยม) ดังนั้นไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตามซือเจ๊อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเหมือนเบียร์ช้างแล้วก็ลงมือทำอะไรสักอย่างอันเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้น่าจะดีกว่ารู้แต่ไม่ยอมลงมือทำอะไรสักอย่างจริงไหม..ถ้ามันไม่เกิดขึ้นก็ถือเป็นโชคดีไป ถ้ามันเกิดนี่สิเงียบเป็นหมาตด!
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาซือเจ๊ได้คุยกับน้องคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็เลยสอบถามไปตามเรื่องว่าผู้คนแถวนั้นเขาอยู่กันอย่างไรแล้วมีการเตรียมการรับมือกันไหม น้องเขาก็เลยบอกว่าแรกๆก็กลัวๆแต่ก็ไม่เห็นกทมจะทำอะไรเห็นแจกแผ่นพับมา ในแผ่นพับก็บอกว่าต้องเตียมอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ขาดคืออะไรรู้ไหม?ขาดข้อมูลว่าถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจริงๆจะให้พวกเขาอพยพไปอยู่ที่ไหน และขนย้ายกันอย่างไร หรือรอให้เกิดก่อนค่อยมาเก็บ(…)เอ้ยอพยบ อืมมน่าคิดนะทำไมไม่ยอมแจ้งหว่า.หรือว่ายังเตรียมการไม่เสร็จก็ไม่รู้หรือว่าเนื่อที่แผ่นพับไม่พอ แล้วก็ได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยซือเจ๊บอกเค้าไปว่าซือเจ๊สนใจข่าวนี้(เพราะเป็นห่วงท่านสมิทธและทีมงาน)เขาบอกว่าอยู่ดีๆออกมาบอกว่าจะเป็นอย่างนี้ใครๆก็กลัว ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่กิน ไม่มีญาติที่ไหนแค่นี้ก็ลำบากกันจะแย่แล้ว เค้าก็คงกลัวว่าอสังหาริมทัพย์ที่นั่นจะได้รับผลกระทบด้วยมั้งถ้าข่าวออกมาแบบนี้เกิดแน่ๆใครจะไม่กลัวเพราะดูท่านมั่นใจมาก แล้วใครจะกล้ามาซื้อใครจะกล้ามาลงทุนหล่ะเจ๊ (เออมันก็จริงของมันหว่ะ)แล้วน้องคนนั้นก็ย้อมถามซือเจ๊ว่า [...]
Read Full Post »
Posted in สังคม on มีนาคม 9, 2008 | 13 Comments »
กะจะไม่ยุ่งแล้วเชียวกับนโยบายสุดฮ๊อตเกี่ยวกับการ เปิดบ่อนคาสิโน บนสยามประเทศ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาติดตามข่าว “คาว” ของบ้านเมืองสักเท่าไหร่ แต่พอได้ยินข่าวแว่วๆมาว่ามีแนวคิดจะเปิดบ่อนคาสิโนขึ้นมาในเมืองไทย แบบไม่ฟังเสียงคัดค้านของผู้ใด เพราะผู้นำนั้นไซ้ท่านคิดดีและเห็นงามแล้ว
พอได้ยินการยืนยันจากปากผู้นำแล้ว คงไม่มีใครกล้าปล่อยให้มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาออกไปได้ง่ายๆหรอก มันจุกที่ตรงหัวใจนี้แหล่ะ ทุกวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าแนวคิดนี้มันเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลใดแล้วเขาคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรกันแน่แต่ถ้าเป็นเพียงเหตุผลที่ว่าต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นโดยเร็ว (อะไรที่ได้มาง่ายๆรวดเร็วมักไม่ยั่งยืนนะ..)ด้วยเหตุผลที่ว่าเงินดำ(เงินสกปรก?)ที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบมีมากต้องเปลี่ยนเงินดำให้เป็นเงินขาว จะได้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น มันเป็นการแก้ปัญหาถูดจุดไหมนั่น? ไม่มีวิธีอื่นให้เลือกแล้วเหรอ?…โดยธรรมชาติแล้วระว่างเปลี่ยนสีขาวให้เป็นสีดำ กับเปลี่ยนสีดำให้เป็นสีขาว อันไหนง่ายกว่ากัน ?..การแก้ปัญหาแบบลวกๆไม่ได้เข้าใจปัญหาโดยแท้จริง ไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ถึงผลที่จะได้รับ และผลกระทบของปัญหาที่ต้องมีอย่างแน่นอนและคงจะมีมากเสียด้วย คงไม่จำเป็นต้องให้นักวิชาการมองหรอกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นบ้าง ชาวบ้านธรรมดาๆก็พอจะคิดออกและพวกเขาก็คงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกเช่นเคย
เอาเป็นว่าไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องของเศรษฐกิจก็แล้วกันเพราะไม่ได้เรียนจบมาทางเศรษฐศาสตร์ ความรู้ความสามารถไม่เพียงพอจึงไม่บังอาจวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอบอกเลยว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้และคิดว่ามันเป็นการผลักดันประเทศให้ตกต่ำลงไปมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เพราะทุกวันนี้ก็แย่พอแล้วในสายตาชาวโลก อย่ามาอ้างว่าหลายๆประเทศทั่วโลกหรือแม้แต่ในแถบเอเชียเขาก็เปิดกันหมดแล้ว ถ้าทุกวันนี้คุณจ้องมองแต่เพียงข้อดีที่เป็นด้านบวกของมันโดยไม่เคยมองหรือนำเสนอมุมมองด้านลบออกมาให้คนในสังคมเห็นว่าเออมันดีจริง!ผลกระทบต่อสังคมไม่มาก และถ้าดีแล้วมันเหมาะกับประเทศเราไหม? ลำพังเรื่องธรรมดาๆ อันเป็นปัญหาพื้นฐานหลายๆเรื่องเท่าที่ดูๆมาก็ยังควบคุมและจัดการได้ไม่ดีเลย แก้ปัญหาไม่ได้หยุดไปเฉยๆก็เยอะ แล้วประสาอะไรกับของร้อนแบบนี้ (ช้างขี้อย่าขี้ตามช้างเลย จำเป็นด้วยเหรอที่เราต้องทำอะไรตามคนอื่นพวกชอบเลียนแบบคนอื่นแบบนี้แถวบ้านเรียกพวกไม่มีความคิด คิดเองไม่เป็น แยกไม่ได้ว่าอันไหนควรรับมาอันไหนไม่ควร) แล้วถ้าในแถบเอเชียเขาจะผลักดันให้ประเทศเขามีบ่อนเสรีกันหมดสุดท้ายเหลือประเทศเราประเทศด้วย จำเป็นไหมที่ต้องปรับให้เป็นอย่างเขา และมันจะดีกว่าไหมถ้าเรายังอยู่ได้โดยไม่ทำอะไรอย่างที่เขาทำ(อะไรที่มันต่างน่าจะได้รับความสนใจมากกว่า มีจุดขายมากกว่า) เหตุผลที่ยกมากล่าวอ้างว่า “ประเทศเราสูญเสียรายได้ไปประมาณ 7 หมื่นล้านบาทต่อปี จากการที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเล่นพนันในบ่อนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเงินจำนวนมากมายขนาดนี้ สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ได้ อาทิ การนำมาสนับสนุนทางการศึกษาแก่เยาวชน”
ฟังดูแล้วมันช่างขัดแย้งกันนัก ในขณะที่หลายๆหน่วยงานกำลังเร่งรณรงค์ให้เด็กและเยาวชน มีจิตสำนึกที่ดี แยกแยะดีชั่วได้ มีคุณธรรม จริยธรรม [...]
Read Full Post »