Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ช่วงนี้งานเข้า มาพักผ่อนสมองกันสักหน่อย เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาซือเจ๊ได้มีโอกาสเดินทางไปทำธุระที่ขอนแก่น อุดร และเลยไปที่หนองคายด้วย ตะลอนทัวน์ บนความจำเป็นเพราะขัดไม่ได้ ระหว่างทางก็จะมีการเปิดเพลงฟังบ้าง เปิดวิทยุบ้าง แต่ต้องตกใจเมื่อหลายๆคลื่น ต่างระดมเปิดเพลงหนึ่ง ชื่อเพลง มันต้องถอน ของนักร้องหมอลำ ปอยฝ้าย มาลัยพร แห่งวงเสียงอีสาน ต้องยอมรับว่าเพลงนี้มันดังเป็นพลุแตกจริงๆ ไปที่ไหนก็มีแต่คนเปิดเพลงนี้ แถมซือเจ๊กลับบ้านไปสองวันคือ เสาร์และอาทิตย์ ไม่มีวันไหนที่ไม่ได้ฟังเพลงนี้ ตื่นเช้ามาเป็นต้องได้ยินทันทีถ้าเปิดวิทยุ (เด็กที่บ้านเขาชอบฟังมากเปิดทุกวัน) วันๆหนึ่งมีคนขอเพลงนี้เข้ามากันหลายรอบเลย ตอนแรกๆก็มีแต่คนงงว่า ทำไมเพลงแบบนี้มันดังได้หว่า ฟังแรกๆเหมือนคนบ่นพรึมพรำๆ แต่ดนตรีของเพลงนี้มันจริงๆ

ซือเจ๊ฟังเมื่อไหร่ก็อดขำไม่ได้ ยิ่งเวลาฟังแล้วนึกถึงหน้าปอยฝ้ายไปด้วยยิ่งฮาเลย ประกอบกับนึกถึงเสี่ยวีที แห่งรายการตีสิบ ที่ดันไปถามปอยฝ้ายว่ามันร้องว่ายังไง เนื้อเพลงมันแปลว่าอะไร ฮ่าๆงานนี้ปอยฝ้ายถึงกับอึ้ง เพราะไม่รู้จะแปลให้ฟังยังไงดี ล่าสุด มีคนเอาไปทำเป็น version RED HOT ก็ฮาไปอีกแบบ ว่าแล้วก็ลองไปฟังกันดูนะคะ แต่อย่าถามหล่ะว่ามันแปลว่าอะไรเพราะซือเจ๊ก็ไม่รู้จะแปลให้ฟังยังไงเหมือนกัน เพราะยังไม่เคยเมาค้าง..   :P

หรือใครอยากจะดู version ต้นฉบับของปอยฝ้ายเองดูได้ที่นี่คะ

เมื่อวานนี้ซือเจ๊ได้มีโอกาสดูรายการเจาะใจ ซึ่งคุณเหมียว วรัตดา ภัทโรดม มาเป็นแขกรับเชิญในรายการอีกครั้ง หลังจากเคยสร้างความฮือฮามาแล้วเมื่อปีก่อน คราวนี้มาเพื่อพูดคุยในเรื่อง “สมการความรัก” โดยได้ถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ล้มเหลวอันเป็นประสบการณ์ตรงของตนเอง พร้อมทั้งเล่าถึงความทุกข์แสนสาหัสที่เกิดขึ้นและวิธีการจัดการกับความทุกข์นั้นได้อย่างสนุกสนานและน่าฟังทีเดียว

ซือเจ๊ไม่แน่ใจว่า คนที่ไม่เคยผ่านการปฏิบัติธรรมมาดูแล้วจะเข้าใจอารมณ์และอาการที่เขาพูดถึงหรือเปล่า แต่สำหรับคนที่เคยผ่านการปฏิบัติธรรมมา หรือเรียกง่ายๆว่าอยู่ในวงการเดียวกัน จะค่อนข้างเข้าใจดีว่าความรู้สึกเหล่านี้ มันเป็นอย่างไร ติดตรึงอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน นึกถึงเมื่อไหร่ก็เป็นสุขใจ เช่นคำพูดที่ว่า”จิตยิ้ม”มันเป็นความรู้สึกปลื้มปิติ ที่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจริงในเบื้องลึกของจิตใจเลย อันนี่แหล่ะที่เขาเรียกว่าความสุขที่แท้จริงในใจ เมื่อใดที่อารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นถ้าจะขอพูดให้สะใจสามารถพูดได้เลยว่า “โคตรโล่ง” และถ้าใครไปปฏิบัติธรรมแล้วมีโอกาสเข้าถึงสภาวะอารมณ์นี้ได้ แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ถือว่ามีค่าที่สุดแล้วที่ได้พบเจอสภาวะอารมณ์แบบนี้ แต่ก็อย่างว่านะมันเกิดได้ไม่นานแล้วมันก็จากไปอยู่ดีเราจึงมีสิทธิ์ทำได้เพียงแค่ ตามรู้ ตามดูสภาวะนี้ที่เราพึงใจได้เพียงเท่านั้น ไม่สามารถไปบังคับให้มันอยู่กับเราได้นานๆ หรือขอให้มันเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และโปรดสังเกตคำว่า พึงใจ อันนี้แหล่ะอันตรายอย่าไปปรุงแต่งหรือยินดียินร้ายกับมันมากให้วางตัวเป็นอุเบกขา ตามดู ตามรู้ให้ได้ก็พอ ตอนนี้ซือเจ๊คงไม่ขอพูดว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เพราะมันคงไม่เหมาะที่จะใช้คำนี้ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้ใครเชื่อ และก็ไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใด แต่บอกได้คำเดียวว่า”ต้องไปปฏิบัติเพื่อให้รู้ได้ด้วยตัวเอง”สักครั้งถ้าอยากให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณค่าและใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่ากับเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าแต่ละคนเหลือเวลาอีกเท่าไหร่จริงไหม?

ความทุกข์เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่ารวยหรือจน เงินทองก็ไม่สามารถดับทุกข์ที่เกิดในใจได้ ดังนั้นไม่ว่าใครเกิดมาก็มีทุกข์กันทั้งนั้น ใครที่ชอบบ่นว่าตัวเองเป็นทุกข์ มีแต่ทุกข์ ทำอะไรก็ทุกข์ ทำไมคนอื่นเขามีความสุขกัน ทำไมเราไม่มีบ้าง สารพัดคำถามที่ต่อว่าฟ้าดิน และโทษคนอื่น แต่ไม่เคยย้อนถามตัวเอง ย้อนดูตัวเอง เลยสักครั้งจึงไม่มีโอกาสได้รู้สักทีว่า แท้ที่จริงแล้ว ไอ้คนที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์อยู่นั้นก็หาใช่คนอื่นไม่ แท้ที่จริงแล้ว ก็คือตัวเองนั่นแหล่ะ ซือเจ๊ขอสนับสนุนคำพูดของคุณเหมียวเช่นกันว่า “ไม่มีใครหน้าไหนในโลกนี้ที่จะสามารถทำให้เราเป็นทุกข์ได้นอกจากตัวเราเองนี่แหล่ะ” คนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเพียงแค่พาหะ นำพาความทุกข์มาสู่เรา เรามีหน้าที่จัดการกับความทุกข์ที่มีเข้ามาแค่นั้นเอง แล้วจัดการยังไงหล่ะ? ตามดูให้รู้ว่านี่คือทุกข์ แล้วอะไรทำให้เกิดทุกข์ ทุกข์มันเกิดจากอะไร แล้วจะทำยังไงให้หายทุกข์ คำตอบมันจะมาทันที ถ้ามีสมาธิ มีสติ ปัญญาก็จะเกิด คนพวกนี้มักจะคิดเป็นขั้นเป็นตอน จัดระเบียบความคิดได้ดี วิกฤติแค่ไหนก็รอด ของแบบนี้ต้องฝึกต้องทำให้เป็นกิจวัติ หลายๆคนถึงบอกให้ไปปฏิบัติธรรม คราวนี้หล่ะมรสุมชีวิตลูกใหญ่แค่ไหนก็ ชิวๆ บอกได้เลยว่าไม่ต้องไปกลัว เชื่อได้เลยว่า “รับได้ทุกอย่าง “ขอให้มันมาเหอะ..

อย่างกรณีคุณเหมียวเค้าจะใช้คำว่า จิตมันละเอียดมันจับได้เป็นฉากๆ มันตามรู้ได้ถึงต้นกำเนิด และ ณ ขณะที่มันก่อตัว จนกระทั้งออกมาเป็นทุขเวทนา นั่นแหล่ะ ชัดที่สุดแล้ว แต่บอกไว้ก่อนว่าของแบบนี้ไม่ได้เป็นกันทุกคนนะ ไม่ใช่ว่าใครเข้าปฏิบัติธรรมแล้ว จะเป็นแบบนี้หมด มันอยู่ที่ปฏิบัติจริงแค่ไหน ไปทำเล่นๆก็ไม่ได้อะไร สักแต่ว่าได้ไป ถ้าทำจริงๆจังๆก็ได้ของจริงกลับมาแน่นอน ใครที่เสียเวลาไปปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ขอให้ตั้งใจปฏิบัติให้เต็มที่ที่สุด เพราะโอกาสดีๆแบบนี้หายาก ยิ่งคนทำงานด้วยแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลางานเพื่อไปปฏิบัติธรรมได้บ่อยๆ

คุณเหมียวเขาสรุป สมการความรัก สำหรับคู่รักหรือสามีภรรยาออกมาได้ 5 ข้อพร้อมยกเหตุผลประกอบ ซึ่งถ้าลองพิจารณากันดีๆแล้ว เออมันก็มีส่วนจริงนะเนียะ

ข้อที่ 1 : ศีลต้องเสมอกัน >> เอาแค่ศีล 5 ข้อนี้ก็พอนะ ถ้ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขาดศีลข้อ 3 กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี (งดเว้นการละเมิดกาม) ไปนี่ชวิตคู่ของคนทั้งสองก็คงอยู่ลำบากแล้วหล่ะ ในกรณีที่ขาดศีลข้อที่ 4 มุสาวาทา เวรมณี (งดเว้นการพูดเท็จ)ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะโกหกได้ทุกเรื่อง ก็คงไม่แคล้วต้องอยู่กันอย่างระแวงสงสัยกันไปตลอดแล้วชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร และถ้าเป็นศีลข้อที่ 5 สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี (งดเว้นการเสพสุราเมรัย) ถ้าคนหนึ่งกินแต่อีกคนไม่กิน มันจะทนกันได้กี่น้ำไม่ช้าไม่นานคงต้องมีสักคนที่อึดอัดและลำบากใจ

ข้อที่ 2 : ขันติต้องเสมอกัน >> ต้องมีความอดทนเสมอกัน ถ้ามีฝ่ายใดมากกว่า ฝ่ายที่ให้มากกว่าจะทนได้นานแค่ไหน ไม่นานก็คงอึดอัดและคิดว่าทำไมต้องยอมอะไรมากมายขนาดนี้ อาจทำให้รู้สึกอึดอัดและอยู่กันลำบาก

ข้อที่ 3 : จาคะเสมอกัน >> ความเสียสละเสมอกัน

ข้อที่ 4 : สัจจะเสมอกัน >> ต้องรักษาคำพูด พูดในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่พูด

ข้อที่ 5 : ความอดกลั้น >> อดทน อดกลั้นต่อสิ่งยั่วยวนทั้งหลาย อย่าเผลอตัวเผลอใจกับอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะ กิ๊ก!

และสำหรับคนที่พลาดชมรายการสดๆ สามารถดูรายการย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์ของรายการเจาะใจคลิกที่นี่ มันดีตรงที่ไม่มีโฆษณา ทำให้ดูได้แบบไม่ขาดตอน แต่โหลดนานหน่อยแถมยอดผู้เข้าชมพุ่งกระฉุดเลย แต่ซือเจ๊ว่ามันดีนะ แนะนำให้ดูเลย เล่าได้มันมาก เรื่องแบบนี้ซือเจ๊สนับสนุน ใครอยากได้ยาดีก็ ธรรมะนี่แหล่ะคือยาวิเศษณ์ที่ดีที่สุดในโลกแล้ว

สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะทุกคน..ตอนแรกซือเจ๊ไม่ได้ใส่ใจกับวันนี้สักเท่าไหร่สำหรับซือเจ๊มันก็คือวันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น หาได้มีค่าอะไรมากมาย แต่เมื่อวานนี้ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมพอได้เวลาเลิกงาน ชาวบ้านชาวช่อง(กลุ่มคนที่มีคู่รัก)เค้าต่างเร่งรีบกลับบ้านกัน เจ๊ก็งงว่าจะรีบกลับไปไหนกันหว่า ส่วนทีมของเจ๊กลับทำงานกันอย่างเมามัน เพราะต่างถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “คนโสดสนิท” ก็เลยไม่ได้สนใจกับวันนี้เท่าไหร่จึงไม่ได้รีบร้อนที่จะกลับบ้าน ก็ทำงานและเลิกงานตามปกติ

แต่พอกลับถึงห้องนอนดูทีวีอยู่ รู้สึกว่าหอพักเงียบมากๆคนหายไปไหนกันหมดไม่รู้พอราวๆ 4 ทุ่มเพื่อนก็โทรมาชวนออกไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาด เพื่อเตรียมทำ Surprise!! แฟนสาวในวันรุ่งขึ้น ซือเจ๊ไม่เคยไปปากคลองตลาดเลยแต่รู้ว่ามีดอกไม้เยอะ ก็เลยไปช่วยเลือกให้เพื่อนด้วย มันได้มาช่อเบอเริ่มเลย ราคาหลายตังค์อยู่ การไปซื้อดอกไม้ครั้งนี้รู้สึกประทับใจในตัวเพื่อนคนนี้มาก ดูเค้าตั้งใจเลือกสรรค์ดอกไม้เพื่อคนที่เขารัก ดูแล้วน่ารักดีจริงๆ พอเพื่อนได้ดอกไม้แล้ว เราก็เริ่มคิดแล้วว่า เราจะซื้อให้ใครหว่า (ซื้อดอกกุหลาบให้ตัวเอง) แต่ที่แน่ๆพกกล้องถ่ายรูปมาด้วยเพื่อมาเก็บภาพบรรยากาศเอาไว้ด้วย พอซื้อเสร็จก็รีบกลับเพราะดึกมากแล้วเพื่อนชายต้องรีบกลับมารายงานตัวกับผู้ปกครอง(แฟนสาว)ก่อนเข้านอน พอดีเดินผ่านร้านหนึ่งมีดอกกุหลาบดอกใหญ่มากรูปทรงสวยงาม ก้านยาวแถมขายราคาถูกกว่าร้านข้างในมาก ซือเจ๊ก็เลยนึกสนุกอย่างได้บ้างกะว่าจะเอามาถ่ายรูปดอกกุหลาบลง Flickr ของตัวเองซะหน่อย(ไม่ต้องพยายามคลิกนะเจ๊ไม่ได้ให้ link ไว้อิอิ ทำให้อยากแล้วจากปาย) ก็เลยซื้อมาหนึ่งดอกราคา 80 บาทข้างในขาย 100 บาทตอนแรกเพื่อนชายจะซื้อให้แต่เจ๊บอกว่าไม่เป็นไรเพราะเค้าจ่ายแค่ช่อนั้นช่อเดียวก็หนักหนาอยู่(เมตตามันสุอๆฮ่าๆ) เพื่อนเลยขอเลี้ยงข้าวแทนแฮ่ะๆ(เจ๊เนียนกินฟรีอีกแล้ว!!นั่งรถฟรีอีกตามเคย)

 เช้าวันนี้ซือเจ๊ตั้งใจตื่นเช้าเพื่อมา ถ่ายรูปดอกกุหลาบที่ซื้อมานี่แหล่ะอยากได้แสงตอนเช้าเพราะมันสวยดี เวลาถ่ายรูปมาจะสวยมาก และแล้วก็เป็นดังที่คาดจริงๆ ภาพออกมาสวยใช้ได้ (ไม่รู้คนอื่นว่าไงนะแต่โดยส่วนตัวชอบ) พอเจ๊ถ่ายเสร็จดอกกุหลาบนั้นก็หมดค่าเพราะมันเริ่มเหี่ยวและคอตกดูเฉาๆชอบกล (เห็นแล้วเสียดายเงินชะมัดซืื้อมาทำไมหว่าไร้สาระเจงๆเลยตู) เจ๊ก็งงไอ้ที่ซื้อๆดอกไม้ให้กันในวันวาเลนไทน์เนียะเพื่ออะไรกันหว่า ซื้อมาก็แพงแสนแพงแถม ต้องแย่งกันซื้ออีกตะหาก ซื้อมาแล้วก็อยู่ได้ไม่กี่วันเพื่ออะไรกันนี่(หรือความรักมันจะเป็นอำมตะจริงๆ สามารถทำให้ดอกกุหลาบไม่เหี่ยวเฉาได้ หรือมันจะเหี่ยวเฉพาะอยู่กับเราหว่า อิอิ..) แต่ก็นะเพื่อความสุขของคนที่เรารักก็จัดให้ตามคำขอนั่นแหล่ะดีแล้ว…(ใครจะมาเป็นแฟนเจ๊เนียะ บอกเลยนะ ดอกไม้วันวาเลนไทน์นี่ไม่ต้องเลยนะเจ๊ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่แค่ส่งเสียงมาทักทายกันก็พอแระ) ตอนนี้ดอกไม้ดอกนี้เจ๊ก็จับมันคว่ำหัวลงเตรียมทำดอกไม้แห้งต่อไป ไว้มีโอกาสจะถ่ายรูปมาให้ดูนะ

ช่วงนี้มีหลายๆคนหลุดปากพูดมาให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง และต่างเข้าใจกันว่าซือเจ๊กำลังอินเลิฟบ้าง กำลังอกหักบ้าง ว่ากันไปโน้น ทั้งๆที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรของซือเจ๊เลยนะนั่น  แต่ว่าจะเป็นที่รู้กันสำหรับคนที่มี msn ของซือเจ๊ ส่วนใหญ่เค้าจะชอบอ่าน display name แล้วก็เอามาวิเคราะห์กันเองต่างๆนาๆ ฮ่าๆเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ คิดไปกันใหญ่เลย ทำเอาเจ๊งงมากๆ คนไม่มีแฟนจะอกหักได้ไงหว่า ส่วนเรื่องที่หาว่าอินเลิฟนี่ก็ขอแก้ข่าวกันตรงนี้เลยนะคะว่า ไม่มี เลิกคิดไปได้เลย ถ้าจะให้ดีหาให้ด้วย อิอิ ซือเจ๊รักไม่มั่ว แถมทั่วถึงอีกตะหากอิอิ ตอนนี้ขอมอบกุหลาบดอกนี้เพื่อส่งความสุขในวันวาเลนไทน์ให้กับทุกคนแล้วกันนะคะ ดอกเบ้อเริ่มเลย ดอกเดียว ชื่นชมกันได้ทั่วเมือง ปาหยัดดีออกว่ามะ..ฝือมือเจ๊ถ่ายเองแหล่มป่าว?

img_92122

สวัสดีคะทุกคน..ซือเจ๊หายหัว..เอ้ยหายหน้าไปนานเลย เนื่องจากเดือนนี้ ไปเริ่มงานที่ใหม่ ปรับเงินเดือนใหม่ ตำแหน่งใหม่ รับปีใหม่ เลยตั้งใจทำงานเป็นพิเศษ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลามาเขียนเล่าเรื่องราวให้ฟังสักเท่าไหร่ (แก้ตัวน้ำขุ่นๆแฮ่ะๆ) ตอนนี้กลับมาแล้วก็มาตามกระแสกันสักหน่อย เผอิญว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนพี่สาวโทรมาเมาท์เรื่องหมอดูกระดองเต่าที่มาออกรายการ VIP ทางช่อง 9 เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ซือเจ๊ได้มีโอกาสดูไปบ้างแล้วเมื่อตอนที่หนึ่ง แต่ดันพลาดดูตอนที่สองเพราะไม่นึกว่าะกระแสจะแรงจนชาวบ้านเรียกร้องให้เชิญมาออกรายการอีกรอบ

ซือเจ๊ไปตามดูรายการย้อนหลังมาด้วยทำให้รู้ว่า หมอดูกระดองเต่า เขาพูดและทำนายอะไรไว้ว่าอย่างไร พร้อมวิธีแก้ไข ตอนแรกนึกว่าพี่สาวพูดติดตลกว่า กระเทียมขาดตลาด ที่ไหนได้เป็นความจริง เพราะรายการเขามีภาพที่ออกสำรวจตลาดและแม่ค้าขายกระเทียมในย่านต่างๆปรากฏว่าพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าหมอดูกระดองเต่าบอก คราวนี้การมาออกรายการรอบทีสองนี้ ดูเหมือนคุณหมอจะย้ำให้ฟังกันอีกรอบ รวมทั้งบอกรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ซึ่งมีของอีกสิ่งหนึ่งที่หมอดูกระดองเต่าพูดถึง นั่นคือ “แป๊ะฉ่าย” หรือผักกาดขาวนั่นเอง แต่เป็นอันที่เขาใช้แขวนเพื่อ เป็นศิริมงคลสำหรับคนที่เกิดปีชง ตามราศีที่หมอดูแจ้งไว้ แต่บอกก่อนนะว่าไม่ได้หมายถึงผักกาดขาวสดๆนะคะ (เดี๋ยวไว้ไปดูภาพและรายละเอียดในคลิปแล้วกัน)  สาเหตุที่ทำให้รู้ว่าแป๊ะฉ่ายขาดตลาด ก็เนื่องจากว่าวันนี้นัดเจอกับเพื่อนไว้ เลยแวะไปร้านขายของเสริมดวงของคนจีนซึ่งเขาจะขายที่นี่ประจำ ซือเจ๊ก็เหลือบมองไปเห็นหัวผักกาดขาวที่เป็นของจำลองตั้งอยู่ก็เลย เดินเข้าไปถามเขาว่า ไม่มีแบบแขวนหรือคะ? (พอดีซือเจ๊อยากซื้อไปฝากพี่สาวเพราะปีนี้เค้าชง)  พ่อค้าบอกว่า ” โอโฮ่เนียะเอามาสิบอันเหลือแค่นี่แหล่ะขายดีมาก ผลิตไม่ทัน ยิ่งแบบแขวนนะไม่ได้มาเลย เขาขายโก่งราคาขึ้นอีกตะหาก แถมได้ไม่ทั่วถึงเพราะของขาด ” ใครๆก็หามาแขวนกัน 

ซือเจ๊ได้ฟังก็ตกใจ แม่เจ้าดังจริงๆแฮะ ไม่ธรรมดาแล้วนะเนียะ ค่าตัวหมอดูท่านนี้จัดได้ว่าแพงมาก แถมคิวดูยาวเหยียดถึงปี 56 แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนรออยู่ หมอดูอยู่คู่กับคนไทยเจงๆ อันนี้จะว่าพวกเขางมงายก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว อย่างว่าหล่ะนะภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ มีหลายๆอย่างที่ทำให้ผู้คนเกิดความเครียด อะไรที่ทำแล้ว ทำให้พวกเขาผ่อนคลายจากความเครียดได้ ทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ

ใครสนใจดูคลิปรายการตอนที่#1 เชิญดูได้ที่นี่

ใครสนใจดูคลิปรายการตอนที่#2 เชิญดูได้ที่นี่

ประวัติความเป็นมาของหมอดูกระดองเต่า เชิญดูได้ที่นี่

ข่าวหมอดูกระดองเต่าจากไทยรัฐ เชิญดูได้ที่นี่ ในคอลัมล์คนดังอะราวนด์ เดอะเวริลด์

เมื่อวานนี้หลังจากเข้าเช็คข้อมูลใน Blog ปรากฏว่ามี Incoming Link แปลกๆเข้ามาใน blog จึงตามไปดุว่าเป็นของเว็บไหนพอเข้าไปก็รู้สึกตกใจเมื่อเห็นรายละเอียดดังภาพนี้ ซึ่งตอนนี้ซือเจ๊ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร อยากรู้เหมือนกันใครรู้ช่วยตอบที…และต้องขออภัยในความไม่สะดวกสำหรับคนที่จะเข้ามาอ่าน blog ในหัวข้อดังกล่าวด้วย พอดีว่าเมื่อวานนี้หลังจากตาม incoming link ไปอ่าน blog คนคนหนึ่ง(ไม่ใช่ blog ในภาพนี้) ซึ่งใน blog นั้นมีคนนำ link เรื่องนี้ไปแปะไว้ ทำให้มีคนตาม link เข้ามาเช่นกัน ซึ่งคนกลุ่มนั้นกำลังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องภัยแท๊กซี่อยู่เหมือนกัน แต่เขาสรุปว่าเรื่องแท๊กซี่มอมยาไม่ใช่เรื่องจริง เขาเข้าใจว่ามันเกิดจากก๊าซคาบอนมอนอกไซต์เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเรียกอาการนี้ว่า (Carbon monoxide Poisoning) จึงทำให้ผู้โดยสารที่นั่งมามีอาการมึนงง และง่วงและพอลงจากรถก็จะมึนงงจำอะไรไม่ได้  คล้ายกับโดนมอมยา (สรุปว่าไอ้พวกที่โดนมอมยามันลวงโลกว่างั้น..) ส่วนคนขับเหตุที่ทนได้เพราะร่างกายเขาปรับสภาพได้แล้วจึงไม่มีอาการว่างั้น (คนหรือจิ๊กจกวะเนียะ..อัมตะม๊าก!)

technorati-12

ซึ่งในความเป็นจรึงแล้วมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากสองสาเหตุนั่นแหล่ะคือทั้งโดนมอมยา และ จากการเผาไหม้ก๊าซไม่สมบูรณ์ และอีกหลายๆสาเหตุด้วย แต่จากที่ซือเจ๊โดนมาก็ขอยืนยันเลยว่า “การมอมยาโดยรถแท๊กซี่ในสังคมไทยมีจริง!!” และกำลังเริ่มกลับมาระบาดด้วย ถึงแม้ว่าคนที่เข้ามาตอบใน blog แห่งนั้นเขาจะอ้างอิงว่า CO ไม่มีกลิ่น แล้วซือเจ๊แยกออกได้อย่างไร ตอบว่าแยกด้วยประสาทสัมผัส จากความรู้สึก ก่อนและหลัง สังเกตพฤติกรรมแปลกๆของคนขับ ตอนแรกที่ซือเจ๊กลับไปอ่านคอมเม้นใน blog แห่งนั้นรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับการตอบคอมเม้นของใครบางคนที่ดูเหมือนจ้องจับผิด (แบบนี้ต้องให้โดนเอง) ทั้งๆที่ซือเจ๊รอดมาได้อย่างหวุดหวิดและอุตส่าห์นำประสบการณ์เหล่านี้มาแจ้งเพื่อเตือนภัยแก่สังคมและคนอื่นๆ เพื่อให้ระมัดระวังมากขึ้นหลังจากเสียความรู้สึกกับคอมเม้นต์ดังกล่าวซือเจ๊จึงตัดสินใจปิด entry นั้นไปเสีย แต่พอมาวันนี้ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนๆ เขาจึงแจ้งให้เปิดเพื่อเตือนภัยคนอื่นต่อไป ตามความตั้งใจในตอนต้นของซือเจ๊เองน่าจะดีกว่า ส่วนใครจะคิดเห็นอย่างไรก็เรื่องของเขา ซือเจ๊จึงตัดสินใจเปิด entry นี้ให้อ่านกันต่อไป (แต่ยังไม่ใช่วันนี้นะ ขอทำใจก่อน วัยรุ่นยังเซ้งอยู่ ) และต้องขออภัยที่จะขอปิดไวัเป็นการชั่วคราวก่อน (เตชะบุญไม่ลบทิ้ง..) และขอขอบคุณสำหรับๆทุกๆกำลังใจคะ..

Link ของที่มาภาพนี้คลิกที่นี่  ส่วน Link ของเว็บคู่กรณีจริงๆก็อยากจะให้อยู่เหมือนกัน แต่ว่าอย่าดีกว่าเดี๋ยวเรื่องจะยาวไปกว่านี้แต่ถ้าใครสนใจก็ comment ขอได้เดี๋ยวเจ๊ส่งไปให้ทางเมลล์

หลังจากที่ลุ้นระทึกอยู่นานว่า ปีใหม่นี้ จะได้มีโอกาสไปร่วมงานสวดมนต์ข้ามปีและทำบุญปีใหม่ ที่เวฬุวันหรือเปล่า และแล้วก็ได้มีโอกาสไปสมดังที่ตั้งใจไว้ การเดินทางไปกลับก็สะดวกสบายโล่งกว่าที่คิด ทั้งๆที่ไม่ได้จองตั๋วเดินทางล่วงหน้าเอาไว้ ตอนแรกนึกว่าจะไม่ได้กลับเสียแล้ว เนื่องจากเช้าวันที่ 27 ธันวาคม ซือเจ๊โทรสอบถามเรื่องรถที่ศูยน์บริการนครชัยแอร์ แล้วพนักงานแจ้งว่า รถถูกจองเต็มทุกเที่ยวแล้ว ฟังแล้วอึ้งแม่เจ้าแล้วตูจากลับไงละเนียะ..พี่สาวก็เลยบอกให้ซือเจ๊เดินทางไปนั่งรอรถเสริมที่ศูนย์เลย มีแน่ๆเขาไม่ปล่อยให้ตกค้างหรอก ถ้ามานั่งโทรเช็คแบบนี้คงไม่ได้กลับ (ซวยแล้วโดนดุอีก) ซือเจ๊ก็เปลี่ยนแผนพร้อมกับทำใจว่าจะรอวันนี้วันเดียวถ้าไม่มีไม่กลับแล้วหล่ะยิ่งไม่ชอบรอคอยอะไรนานๆอยู่ด้วย มันเป็นการรอแบบไร้ความหวังมากๆฮ่าๆ..ซือเจ๊ไปถึงศูนย์ตอนบ่าย 2 ครึ่งนั่งรอประมาณ 2 ชั่วโมงเจ้าหน้าที่ก็ประกาศแจ้งว่ามีรถว่าง 2 ที่นั่งแล้วพนักงานก็กวักมือเรียกซือเจ๊ (พนักงานกลายเป็นนางกวักเสียแล้ว) ให้รีบมาซื้อตั๋วโดยด่วนเดี๋ยวจะไม่ทันเพราะมีที่ซื้อตั๋วหลายที่ต้องแย่งที่กันกับคนที่ซื้อที่หมอชิต  และแล้วเจ๊ก็ได้ขึ้นรถกลับขอนแก่นรอบ 18.00 น. เมื่อได้ตั๋วไปแล้วเราก็ต้องรีบจัดหาตั๋วกลับในทันที่ เลือกอยู่นานมันก็เต็มอีกแล้วทุกเที่ยว เจ้าหน้าที่แจ้งว่า มีว่างวันที่ 1 วันเดียวครับเป็นแบบ First Class ด้วยเจ๊ก็ไม่รอช้า รีบจองทันที ไม่งั้นอาจตกค้างได้ การเดินทางครั้งนี้ต้องขอขอบคุณพนักงานศูนย์บริการนครชัยแอร์เป็นอย่างมาก สำหรับความพยายามที่จะหาที่นั่งสักที่สำหรับซือเจ๊ตัวน้อยๆ อิอิ หลังกจากได้ตั๋วแล้วก็โล่งใจแล้วก็โทรแจ้งที่บ้านว่าจะกลับรอบนี้ถึงกี่โมงเค้าจะได้เตรียมตัวมารับได้ทันเวลา จากนั้นก็นั่งเล่นเน็ทระหว่างรอเวลาขึ้นรถ จนกระทั้งแบ๊ทโน๊ตบุ๊คหมด ก็ถึงเวลาขึ้นรถพอดี

หลังจากกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ตื่นเช้ามาก็มีอาหารเตรียมพร้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของโปรดของซือเจ๊ทั้งนั้นเลย แล้วเจ๊จะช้าอยู่ใย..ฮ่าๆโซ๊ยซะน้ำหนักขึ้นทันตาเห็นเลย แม่เจ้าระยะเวลาไม่กี่วัน ไม่คิดว่าจะทำให้เจ๊อีดได้ขนาดนี้ (อันนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ รูปมันฟ้องอึดกว่านี้มีอีกไหมเนียะ?) อิอิ กลับบ้านมันดีอย่างนี้นี้เองแฮ่ะๆ  :P

การเดินทางกลับบ้านเที่ยวนี้ความตั้งใจหลักๆคือ กลับไปพักผ่อนก่อนเริ่มทำงานที่ใหม่  แล้วก็ตั้งใจกลับไปทำบุญปีใหม่และเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ที่เวฬุวัน ขอนแก่นหลังจากพลาดโอกาสมาหลายปี  ปีนี้เลยได้มีโอกาสเข้าร่วมสมใจอยากซักที ช่วงสายของวันที่ 31 ซือเจ๊ได้เดินทางไปทำบุญถวายสังฆทานก่อน โดยตั้งใจไปถวายหนังสือสวดมนต์และชุดขาวสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งของชายและหญิงคละกันไป เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทางศูนย์ได้ใช้ประโยชน์จริง ซือเจ๊จึงเลือกถวายสองสิ่งนี้ให้แก่ศูนย์ จากนั้นก็ร่วมทำบุญโดยการบริจาคเงินให้แก่โรงทานเพื่อใช้จ่ายในเรื่องอาหารการกินของผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมและของพระสงฆ์ซึ่งต่อไปนี้ตั้งใจจะทำให้ได้อย่างนี้ทุกปี ตามกำลังทรัพย์ที่พอจะมีและตัวเองไม่เดือดร้อน การทำบุญครั้งนี้รู้สึกดีมากๆ  หลังจากอยากทำมานานแล้ว

พอช่วงบ่ายก็เดินทางไปร่วมงานสวดมนต์ข้ามปี โดยที่ไม่รู้กำหนดการล่วงหน้าว่าในนั้นจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง ต้องสวดบทสวดไหนบ้าง อะไรอย่างไร แต่ซือเจ๊ก็ไม่ได้ถามรอไปฟังเจ้าหน้าที่ชี้แจงอีกที ปีนี้คนไม่เยอะ เท่ากับปีที่แล้ว รวมทั้งอากาศก็ไม่หนาวมากเหมือนปีที่แล้ว พอได้เวลาทางศูนย์ก็แจ้งให้ทราบว่า พระบางส่วนเดินทางไปร่วมงานที่อัมพวัน เนื่องจากที่นั่นมีผู้คนล้นหลามออกมานอกวัดกันเลยทีเดียว ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปสวดมนต์ข้ามปีที่อัมพวัน แล้วก็ไปปฏิบัติธรรมที่นั่นเยอะมากๆ วิทยากรเล่าให้ฟังว่า เฉพาะผู้ปฏบัติธรรมทั่วไปก็เกือบ 2,000 คนแล้วนี่ยังไม่รวมคนที่จะไปร่วมงานสวดมนต์ข้ามปีและบรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่ออีกนะ..โอว์..แม่เจ้าอยู่กันยังไงวะเนียะเยอะจริงๆ  ส่วนที่เวฬุวันซือเจ๊ไม่ทราบจำนวนทั้งหมด เนื่องจากคนที่มาส่วนใหญ่เขาจะมาร่วมสวดมนต์แล้วก็กลับตอนงานเลิกช่วงตีหนึ่งก็มี นอนค้างก็มี บางคนก็ให้ที่บ้านมาส่ง แล้วก็มารับอีกทีในตอนเช้าหลังจากทำบุญตักบาตรเช้าเสร็จแล้ว

ช่วงที่ 1 : กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีเริ่มต้นที่เวลา 17.30 โดยเริ่มต้นที่การทำวัตรเย็น และ เจริญพระพุทธมนต์ ตามปกติซึ่่งในนี้จะมีการสวดบทสวดเมตตาพรหมะวิหารภาวนา(มหาเมตตาใหญ่)ซึ่งเป็นบทสวดที่ยาวมาก กว่าจะเสร็จก็ราวๆทุ่มกว่า  แต่ระว่างสวดมนต์ไปสักพักไฟฟ้าเกิดดับซะงั้น (มันแค่ดับนะไม่ได้ใหม้..)สาเหตุเกิดจากใช้ไฟเยอะเกินเนื่องจากคนมาร่วมงานเยอะทำให้เครื่งปั่นไฟทำงานไม่ทัน หลังสวดมนต์เสร็จก็ให้ผู้ปฏิบัติธรรมที่ถือศีล 8 ไปรับน้ำปานะ ส่วนคนที่ไปร่วมงานที่ถือศีล 5 สามารถรับได้ทั้งน้ำปานะและข้าวต้ม ตามสะดวกถือเป็นช่วงเวลาพักผ่อนอิริยาบทและเข้าห้องน้ำห้องท่าทำกิจส่วนตัว  แล้วก็นัดรวมพลกันอีกทีตอน 21.00 (ปกติจะรวมกันเร็วกว่านี้แต่เนื่องจากไฟดับ รอช่างแก้ไขอยู่เลยนัดช้าออกไป) แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ขึ้นมาก่อนเวลานัด

ช่วงที่ 2 : ก็จะมีพิธีสงฆ์ต่างๆโดยแบ่งเป็น 2 ช่วงช่วงต้นและช่วงท้าย โดยช่วงต้นเริ่มต้นโดยให้ประธานในพิธี จุดเทียนธูป บูชาพระ กราบพระ อาราธนาศีล ขอขมาพระรัตนตรัยและสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  จากนั้นก็กล่าวคำชำระหนี้สงฆ์และถวายปัจจัยชำระหนี้สงฆ์(มีใครสงสัยคำว่าการชำระหนี้สงฆ์ไหม?ถ้ามีไว้ไปอ่านรายละเอียดตอนท้ายนะคะ)  แล้วก็ฟังพระครูปลัดสิทธิวรวัฒน์  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวันให้โอวาท พอให้โอวาทเสร็จในช่วงเวลาราวๆ 22.30-23.30 ก็จะเป็นพิธีสฆ์ช่วงหลัง โดยเริ่มต้นที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร ตามด้วยเจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรม   เป็นไงหล่ะและแล้วซือเจ๊ก็ได้มีโอกาศฟังธัมมจักรกัปปวัตนสูตร แบบสดๆกะเค้าซักที  :P จากนั้นเวลาราวๆเที่ยงคืนพระสงฆ์ก็จะเริ่ม สวดชะยันโต ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ผู้ร่วมพิธีแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล และรับพร และก็ตามด้วยพระครูปลัดนำทำวัตรเช้า รับปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๒ การทำวัตรเช้าพระครูให้สวดแบบย่อไม่ต้องแปล ไม่งั้นได้เสร็จพีธีกันเช้าเลยหล่ะ หลังจากทำวัตรเช้าเสร็จก็รับของขวัญปีใหม่เป็นหนังสือ 2 เล่มชื่อ ตรึก กับ 80 ปีธรรมตัญญุตา แล้วก็แจกเหรีญที่ชื่อ พระพุทธคุณมหาวิสุทธิธารณีมีสองสี ดำ กับ ขาว แต่เจ๊ได้สีดำมา แล้วก็อีกอันคือแจกน้ำเอนไซน์ที่หมักโดยทางศูนย์เอง สำหรับล้างผักและผลไม้ กว่าจะแจกกันเสร็จก็ราวๆตีหนึ่ง ก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่เรือนนอน และนัดทำบุญตักบาตรปีใหม่ตอนเช้าที่เวลา 6.30 น. ขอบอกช่วงดึกๆหนาวมากๆ พอตอนเช้าก็ทำบุญตักบาตรแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านบางคนก็อยู่ปฏิบัติธรรมต่อก็มี ตามแต่ใครสะดวก สำหรับซือเจ๊ทำบุญตักบาตรตอนเช้าเสร็จก็กลับบ้านทันที  เรื่องปฏิบัติธรรมเอาไว้เข้าร่วมโครงการตอนเดือนเมษาดีกว่า  เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีแล้ว

ซือเจ๊เล่าละเอียดไปไหม?หวังว่าคงยังไม่ขี้เกียจอ่านกันนะ เล่าไม่ละเอียดเดี๋ยวไม่เห็นภาพ :P ระว่างสวดมนต์ไปก็จะมีช่วงเวลาให้พักบ้าง และก็ขอแจ้งข่าวดีสำหรับคนที่ส่งข้อความ SMS มาอวยพรปีใหม่ให้ซือเจ๊ตอนช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืนนี้ บอกได้เลยว่าได้รับบุญร่วมกันนะเขากำลังสวดบทสวดธรรมจักรและบทสวดอะไรไม่รู้รู้แต่ว่าเป็นมงคงมากๆและต้องขออภัยที่ไม่ได้ส่ง SMS หาใครก่อนเลยเนื่องจากสวดมนต์อยู่ออกมาถึงได้ส่ง แต่ซือเจ๊ได้พิมพ์ข้อความสำเร็จรูปไว้หนึ่งข้อความ สำหรับคนที่ส่งมาช่วงเวลาดังกล่าวก็จะได้รับการตอบกลับทันที 

ซือเจ๊ถ่ายรูปบรรยากาศภายในงานมาเยอะทีเดียว ปกติถ้าซือเจ๊แต่งชุดขาวเข้าร่วมการปฏบัติธรรม ซือเจ๊ค่อนข้างตั้งใจและถือกฏระเบียบเคร่งมากๆ จึงมักจะไม่พกกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์เข้าไปด้วยเนื่องจากมันดูไม่เหมาะสม เพราะถือศีล 8 อยู่ ต้องอยู่ในอาการสำรวมที่สุด แต่การไปสวดมนต์ข้ามปีก็ไม่มีอะไรมากเพราะถือศีล 5 ปกติเลยสามารถถ่ายภาพมาฝากได้ สนใจดูรูปวันงานทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ของทางศูนย์  

คราวนี้ก็มาดูภาพบางส่วนที่ซือเจ๊เก็บมาฝากกันดีกว่า …

กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี จัดขึ้นที่ศาลา 72 ปีหลังนี้แล้วก็นอนพักด้านล่างศาลานี้ด้วยบางส่วน เพราะที่อาคารสุริสาเต็ม! ภาพนี้ถ่ายตอน 6 โมงเช้า

img_8875

บรรยากาศภายในอาคาร ขณะเข้าร่วมสวดมนต์ข้ามปี

cdvk-002

 ตอนแรกๆก็ขยันสวดกันอย่างตั้งอกตั้งใจ สวดไปพร้อมๆกับพระ หลังๆปล่อยให้พระสวดไปตามลำพัง ที่เหลือแรงเริ่มตกดูสภาพแต่ละคน :D อู้กันเห็นๆฮ่าๆ..

img_8841

 ชาวต่างชาติพร้อมครอบครัว ที่บินมาเพื่อปฏบัติธรรมที่ศูนย์ อยู่ได้หลายอาทิตย์แล้ว ก็เข้าร่วมกิจกรรมเช่นกัน ไหว้สวยนะเนียะ.!!

cdvk-001

ถุงบุญที่ซือเจ๊ พกติดตัวไว้ใส่สำพารกส่วนตัว ตุงไปไหม เจ๊บ้าหอบฟางฮ่าๆ..

img_8730

หนังสือสวดมนต์ที่ซือเจ๊ซื้อไปถวายเมื่อตอนเช้า พอตกเย็นก็ไปหยิบมาใช้ อิอิ ของใหม่แกะกล่องเลย แล้วก็เป็นหนังสือที่ใช้ทำกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยและใช้เป็นประจำทุกวันสำหรับที่นี่

img_8719

ของขวัญปีใหม่ที่เป็นของแจกจากทางศุนย์และเวลาเลิกงาน(เค้าไม่ได้แจกนาฬิกานะอย่าเข้าใจผิด  นี่มันของเจ๊เอิ๊กๆ..)

cdvk-005

ดูกันพอหอมปากหอมคอ ถ้าอยากดูให้จุใจก็ตามไปดูได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์นะคะ  http://www.dhamma4yuth.org/main/ 

หมายเหตุ : การชำระหนี้สงฆ์  หลายๆคนอาจจะงงว่า ทำไมต้องชำระ เราไปเป็นหนี้สงฆ์ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน จริงๆแล้วพวกเราหลายๆคนอาจจะเคยหยิบฉวยสิ่งของอันเป็นสมบัติของวัดหรือของสงฆ์ไปโดยไม่ได้ตั้งใจหรือตั้งใจก็ตาม จะเป็นสิ่งของที่มีค่าหรือไม่มีค่าก็ตาม สิ่งของเหล่านั้นได้แก่เศษหิน เศษดินที่ติดรองเท้าเราออกมาก็ดี ผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ในวัดก็ดี หรือบางทีไปใช้ธูป เทียน ใช้ไฟฟ้าของวัด พัดลม แสงสว่างจากไฟฟ้า กินข้าววัด เข้าห้องน้ำวัด นอนที่วัด แล้วเราไม่ได้ทำบุญตอบแทนอะไรกลับให้แก่ทางวัดเลย สิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เรากลายเป็นหนี้สงฆ์ทันทีโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหลายๆวัดเขาจึงมักจะมีตู้สำหรับ รับบริจาคที่มักเขียนไว้ว่า “ชำระหนี้สงฆ์” แล้วเคยสังเกตไหมว่าทำไมคนแก่โบราณถึงนิยมเคาะทรายออกจากรองเท้าก่อนออกจากวัดเพราะไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นหนี้สงฆ์มากไปกว่านี้ อีกอย่างกรรมจากการเป็นหนี้สงฆ์นี้ใหญ่หลวงนัก และสามารถล่วงละเมิดกันได้ง่ายๆดังนั้นเวลาเข้าวัดไปทำบุญที่ไหน  ก็อย่าลืมทำบุญชำระหนี้สงฆ์ด้วยนะคะจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกันไป เขาว่ากันว่าถ้าทำบุญเกินมันจะกลายเป็นสังฆทานไปในตัว ดังนั้นไม่ต้องกลัวเสียดุลนะคะ :P

ช่วงนี้หลายๆคนคงสนุกสนานกับการตามอ่านคำทำนายต่างๆ ตามเว็บไซต์และ forward mail บ้าง สำหรับการเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีหลายเจ้า หลายอาจารย์ซะเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าอันไหนควรเชื่อ อันไหนไม่ควรเชื่อ ซือเจ๊ก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเรื่องการดูดวงมาตั้งแต่เด็กๆ และมาศึกษาและทดลองตามดูผลอย่างจริงจังได้ 2 ปีนี้แหล่ะ โดยส่วนตัว ซือเจ๊อ่านเพราะความชอบและสนุกไม่ได้จริงจังมาก เพราะไม่เชื่อว่ามันจะแม่น 100 % ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระทำของเจ้าของดวงเอง หมั่นสร้างบุญเรื่องร้ายๆจะกลายเป็นดี อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ บางครั้งเรื่องบางเรื่องฟ้าลิขิตไว้แล้ว คงเลี่ยงได้ยาก ห้ามฟ้าไม่อาจห้าใจ อะจึ๋ยเกี่ยวกันไหมเนียะ ฮ่าๆ…(เริ่มออกทะเล)

ปกติถ้าอ่านคำทำนายที่บอกว่าจะมีเหตุโน้นนี่เกิดขึ้นเจ๊ไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไหร่ แต่เจ๊จะชอบอ่านคำทำนายประมาณนี้คือทำนายลักษณะนิสัย ของคนในแต่ละราศีมากว่า ซือเจ๊ว่ามันเป็นการเก็บข้อมูลตามหลักสถิติ มันต้องใช้เวลาเก็บข้อมูลมานานพอสมควร อีกอย่างมันช่วยในการดูคน วิเคราะห์คนได้พอสมควร อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่มันก็ทำให้พอรู้เค้าโครงได้นะ เมื่อวานเจ๊ไปเจอมาเนื่อหาและท่วงทำนองที่ใช้ ดุเดือดดีจริงๆ โดยส่วนตัวที่อ่านแล้วก็ตรงพอสมควร แต่ไม่ใช่ทั้งหมดซือเจ๊ให้ 80% ตรงนะอันนี้เป็นดวงของราศีเจ๊หล่ะ ลองอ่านดูแจ่มๆ..

สาวหุ่นบาง มาดมั่น เงียบ แต่หากเธอโมโห มาดน้ำแข็งของเธออาจกลายเป็นเปลวไฟได้ เธอมีความมั่นใจสูง และสามารถทำงานได้ดีกว่าผู้ชายบางคนเสียอีก ในความรู้สึกของเธอ ผู้หญิงไม่ใช่แค่ ดอกไม้ประดับบ้าน หรือ ออฟฟิส และไม่ใช่เพศที่อ่อนแอที่ต้องการ ผู้ชายมาเป็นเกาะป้องกันตัว เธอชอบที่จะเป็นผู้คุมสถานการณ์ และซ่อนอารมณ์อ่อนไหวของเธอไว้ เธอไม่ใช่คนที่ชอบเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่เธอจะพยายามรักคนๆนั้นในแบบที่เขาเป็น ถ้าเธอไม่ชอบใคร เธอจะไม่บ่น ไม่ว่า แต่ไม่มองหน้าเลย เธอไม่ชอบของปลอมๆ เทียมๆ เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์ เพราะเธอคิดว่ามันไม่จริงใจ หากให้ดอกไม้เธอ ให้ดอกไม้สด เธอชอบความสดและกลิ่นของมัน… เธอชอบผู้ชายที่ใส่เครื่องหอมพวก โคโลนญ์หลังโกนหนวด หากคุณเป็นประเภทใส่ กางเกงยีนส์ 30 วันซักที หรือ รองเท้าผ้าใบเน่าๆเหม็นๆ ไม่ต้องไปเสนอหน้าจีบสาวราศีนี้เลย เธอชอบเสียงเพลง และธรรมชาติ จะมีหลุดจากกรอบนี้ก็น้อยมาก สาวราศีนี้เป็นพวกชอบ ไปปูผ้าปิคนิคข้างน้ำตก หากคุณเป็นคนไม่มีเวลาพาเธอออกไป สัมผัสธรรมชาติ หากไปตกปลาก็พกเธอไปด้วยก็แล้วกัน. เธอไม่ใช่ผู้หญิงขี้หึง แบบ สาวราศีเมษ หรือ สาวราศีสิงห์ แต่อย่าล้ำเส้นก็แล้วกัน โกรธขึ้นมาก็กองเพลิงดีๆนี่เอง เธอไม่ชอบการเสียหน้า โดยเฉพาะในที่สาธารณะ… สาวราศีนี้ชอบแต่งตัว แต่งหน้า แบบสมบูรณ์แบบที่สุดในแบบฉบับของเธอ ตอนเธอกำลังแต่งองค์ อย่าเร่ง สาวที่มีเป้าหมายในชีวิต เธอจะไม่สนว่าคุณจะจบปริญญาเอกมาหรือเปล่า หากเธอคิดว่าคุณไม่ฉลาด เธอไม่สนคุณวันยังค่ำ เธอชอบคนฉลาด และไม่วัดคนที่ปริญญา
หากคุณพิสูจน์ว่าคุณมีคุณสมบัตินี้ไม่ได้ ขึ้นรถเมล์ไปจอดป้ายหน้าได้เลย เธอไม่ชอบผู้ชายช่างฝัน ที่พูดสวยหรู แต่ไม่ลงมือทำ อย่าเสียเวลาบอกเธอว่า “คุณทำอย่างนี้ เพราะใครๆเขาก็ทำ” หรือ “คุณน่าจะทำแบบนี้ มันดีกับคุณ” เพราะเธอจะทำในสิ่งที่เธออยากจะทำเท่านั้น เธอเป็นคนมีระเบียบ เรียบร้อย หากห้องพัก หรือบ้านของคุณรกเป็นเล้าหมู อย่าพาเธอไปเด็ดขาด หากพาสาวราศีนี้ไปเที่ยว หรือ ออกเดท แต่งตัวสะอาด เรียบร้อย ตัดเล็บมือ เท้าให้สะอาด ไม่งั้น เดทแรกอาจเป็นเดทสุดท้ายของคุณ เธอเป็นพวกสาวมั่น ดังนั้นจะไม่ค่อยขี้บ่น ไม่รำคาญหู เธอเป็นพวก ช้าๆได้พล้าเล่มงาม… เธอเป็นคนที่ให้เกียรติคุณเสมอ และจะไม่ทำให้คุณเสียหน้าในที่สาธารณะ หากคุณทำอะไร เธอจะช่วยคุณเต็มที่ เธอชอบช่วยคนอื่น แบบไม่หวังผลตอบแทน หากเธอเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ได้แล้วละก้อ เธอจะรู้สึกผิดหวังมาก เธอเป็นคนตั้งความหวังมาก เชื่อตัวเองมากกว่าเชื่อ “ดวง”. หากเธอเป็นศรีภรรยาของคุณ รับรองว่า บ้านคุณจะสะอาด เรียบร้อย มีระเบียบ อาหารเย็นตรงเวลา อร่อย หากพ่อ-แม่คุณมาเยี่ยมบ้าน จะทึ่งไปเลย เธอเป็นประเภท 3 In 1 คือ แม่ที่ดี แม่บ้านที่ดี ภรรยาที่ดี แบบที่เรียกได้ว่า “happily ever after” หรือจบแบบนิทาน ที่มีความสุขตลอดไปเลย

มีใครสนใจอยากลองไปอ่านคำทำนายนิสัยตัวเองดูได้ที่นี่นะคะ แต่ซือเจ๊ว่าเจ๊เคยเห็นคำทำนายนี้มานานแล้วนะ แต่ก็งงว่าทำไมเขาเอารูปหมอกฤษณ์ มาลงหว่าแปลกจริงๆ ยังไงก็ลองไปอ่านดูได้นะคะ มันจะแบ่งเป็ง ชาย และ หญิง ให้ด้วยคะ อ่านคำทำนายได้ที่นี่

เฮ้อ..เกือบไปแล้วไหมหล่ะ วันนี้ซือเจ๊มีนัดไปกินมื้อเที่ยงกับเพื่อนๆ WordPress ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ OOTOYA ตรงศาลาแดง หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จซือเจ๊กับเพื่อนก็เดินทางไปดูสถานที่เรียนภาษาสักหน่อย แต่วันนี้เพื่อนไม่มีเรียนซะงั้น ก็เลยไปเดินเที่ยวที่ วัดแขกแล้วก็แวะไปกินเค้กกันพอกินเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนแรกซือเจ๊กะจะกลับรถไฟฟ้า แต่ด้วยความอยากถึงห้องเร็วๆเริ่มเมื่อยเดินเยอะไปหน่อย ก็เลยเดินลงมาตรงสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง จากนั้นก็เห็นแท็กซี่คันหนึ่งสีม่วงๆจอดอยู่ เจ๊ก็ตรงเข้าไปถามว่าไป.. ไหมเค้าพยักหน้าเจ๊ก็ขึ้นไปนั่งตามปกติ เนื่องจากว่าที่พักของเจ๊กับศาลาแดงไม่ห่างกันมากเท่าไหร่ข้ามสะพานตากสินไปก็ถึงแระ ปกติไปไหนมาไหนส่วนใหญ่เจ๊ก็นั่งแท็กซี่ประจำ ดูจะเป็นปกติและคุ้นเคยกับความสบายไปหน่อย(อีกแล้ว)

ระหว่างนั่งรถไปเจ๊ก็ดูวิวห์ข้างทางและฟังเพลงไปตามปกติไม่ได้สนใจคนขับ เนื่องจากไม่ระแวงหรือแอะใจอะไรเลยเนื่องจากมันยังกลางวันแสกๆอยู่ และอีกราวๆ 10 นาทีจะสี่โมงเย็น แดดเปรี้ยงๆกันเลยแหล่ะ สักพักหนึ่งมันเลี้ยวไปทางช่องนนทรีย์ ซะงั้นอะเจ๊ก็ไม่ว่าอะไรเพราะมันก็ไปสะพานตากสินได้อยู่ดี สักพักเริ่มผิดปกติอีตรงรถจอดติดไฟแดงนี่แหล่ะ ที่เจ๊เริ่มจับตามองคนขับ มันทำท่าทางลุกรี้ลุกรนชอบกล ระหว่างที่รถติดไฟแดงและกำลังรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ แล้วมันก็มองเจ๊ผ่านกระจกก่อนที่มันจะเอี้ยวตัวไปฝั่งคนขับแล้วแอบก้มหน้าทำอะไรสักอย่าง พร้อมกับหันหน้ามาปรับช่องแอร์จากนั้นเจ๊ก็เริ่มรู้สึกอึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก และมึนหัวขึ้นมาตะหงิดๆคล้ายจะหมดสติ ก็เลยแอะใจ..เอาแล้วไหมหล่ะกูโดนแล้ว รถเริ่มออกตัวแต่เนื่องจากรถติดมาก พอหมดสัญญาณแล้วยังคงเหลือรถอีก 2 คันที่ยังต้องติดไฟแดงต่อ รอบสองรวมทั้งแท๊กซี่คันที่ซือเจ๊นั่งมาด้วย ไอ้คนขับมันก็บ่นแบบลุ้นๆว่าอีกสามคันเอง เจ๊ก็เลยรีบคว้าประตูเปิดกระจกออกก่อนไม่งั้นเจ๊ตายแน่ๆเพราะหายใจไม่ออกเลยมันแน่นและจุกหน้าอกไปหมด จากนั้นก็รีบปลดล๊อครถ ระหว่างที่กำลังเปิดประตูปากก็ถามมันว่าฉีดอะไร..มันบอกน้ำหอมครับ เท่านั้นแหล่ะเจ๊รีบเผ่นลงรถแล้วก็โดนโซเซมือกุมขมับด้วยความมึนหัว กะว่าจะเรียกสติตัวเองสักหน่อย แล้วก็เดินผ่านรถหลายๆคันที่เขากำลังมองซือเจ๊อยู่ว่าทำไมอยู่ดีๆเดินลงมาจากรถทั้งๆที่รถอยู่เลนด้านขวามือด้วย เจ๊ก็ไม่สนใจรีบเดินไปเลยตอนแรกกะจะหันมาถ่ายรูปรถและหน้าคนขับพร้อมป้ายทะเบียนรถเอาไว้แจ้งความสักหน่อย แต่ด้วยความที่เริ่มมึนหัวมากขึ้น ยืนแทบจะไม่ไหวแล้วก็เลยคิดว่าเอาตัวให้รอดก่อนดีกว่าเผื่อมันวิ่งตามมา จากนั้นเจ๊ก็วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าช่องนนทรีย์ ตรงนั้นมีร้านอาหารชื่อเล็กซีฟู๊ดซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านพอควร ระหว่างขึ้นบันไดรถไฟฟ้า เจ๊ก็โทรศัพท์หาเพื่อนที่พึ่งแยกย้ายกันกลับ พร้อมเล่ารายละเอียดให้ฟังด้วยน้ำเสียงตกอกตกใจและกระหืดกระหอบ หายใจไม่ทัน แล้วก็พยายามหายใจเอาอากาศดีๆเข้าไปไล่อากาศเสียออกให้หมด จึงรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย ก็เลยรีบเดินทางกลับที่พัก พอมาถึงก็นึกถึงเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นซือเจ๊ไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้ารถไม่ติดไฟแดงเจ๊จะเป็นยังไงเนียะ เท่าที่คิดได้ตอนหลัง ถ้าเกิดมันยังขับต่อไปโดยที่เจ๊ยังมีสติอยู่ งานนี้มีโดดรถ ยอมตายเว้ยเป็นไงเป็นกัน..

ไม่รู้ว่าด้วยอะไรที่ทำให้เจ๊รอดพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้มาได้ แต่ซือเจ๊ก็ขอขอบคุณจริงๆและสัญญาว่าจะกลับไปทำบุญตอบแทนให้อย่างแน่นอน กลับมาถึงห้องตอนแรกกะจะไม่เขียนแล้วแต่คิดไปคิดมาเตือนภัยให้คนอื่นรู้ด้วยดีกว่า เพราะที่ผ่านๆมาซือเจ๊ก็เคยได้มีโอกาสอ่านเรื่องราวเตือนภัยแนวๆนี้มาเยอะเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะโดนกับตัวเอง ยังไงก็ขอขอบคุณคนที่เคยส่งเมลล์เตือนภัยทาง mail ให้คนอื่นทราบด้วยนะคะ ขอให้สิ่งดีๆตอบแทนพวกเขาเช่นกัน ตอนนี้ซือเจ๊ขอเตือนผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามขอเตือนทุกๆคนนั้นแหล่ะ เวลาไปไหนมาไหนให้รู้จักช่างสังเกต และให้มีสติอยู่ตลอดเวลานะ อย่าไว้ใจ และ อย่าประมาท สังคมทุกวันนี้อันตรายจริงๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกสวะสังคมแบบนี้มันจะหมดไปสักที ยังไงก็ขอให้ทุกคนที่ต้องใช้รถแท๊กซี่หรือต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถแท๊กซี่เป็นประจำ ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในทุกๆครั้งที่ใช้แท๊กซี่นะ ขอให้เดินทางไปและกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยทุกคนและทุกครั้ง

อีกครั้งสำหรับรูปพรรณของรถแท๊กซี่คันนั้น คันสีม่วงๆทะเบียน ทล.3753 หรือ 2 นี่แหละไม่แน่ใจคนขับรูปร่างท่วมอายุราวๆ 35-40 ปี
สาเหตุที่จำทะเบียนได้ก็เพราะรู้สึกเอะใจเลยมองและจำไว้เผิดๆไม่ได้ตั้งใจจำซะทีเดียวมองผ่านๆตา..

ว่าแล้วเจ๊ต้องไปทำบุญยกใหญ่แล้วมั้งเนียะ..ไม่ไหวแล้วน่ากลัวเจงๆ..นี่ขนาดกลางวันแสกๆ แถมเจ๊ก็แต่งตัวมิดชิดในชุดลำลองธรรมดาๆอีกต่างหากไม่ได้เว้าๆแหว่งๆหรือออกแนวโป้หรือยั่วยวนเลยนะ.. เฮ้อคนมันจะชั่ว ขอให้ได้รับผลแห่งการกระทำของตัวเองโดยเร็ว..

Update ข้อมูลเพิ่มเติม 16-Dec-2008

ขอเพิ่มเติมบทเรียนและข้อผิดพลาดที่ได้เจอตอนที่ประสบเหตุนะคะ

1 เวลาได้กลิ่นอะไรแปลกๆอย่าพยายามสูดหายใจเพื่อพิสูจน์กลิ่นเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงว่าเราจะโดนยามากขึ้น เพราะเหตุที่เจ๊มึนหนักเพราะพยายามจะสูดลมหายใจพิสูจน์กลิ่นนี่แหล่ะ เลยได้รับเยอะขึ้น บอกได้เลยว่ายาตัวนี้แรงมากโดนแล้วมึนต๊๊บ ถ้าไม่รู้จักสังเกตตัวเองสักพักจะเคลิ้มหลับไป ถ้าอยู่ดีๆเกิดรู้สึกง่วงเนียะ ให้รีบลงเลยอย่ามัวทำตัวเป็นนางเอกอยู่ นี่ชีวิตจริงไม่ใช่ละคร

2 เวลานั่งรถ ต้องสังเกตพฤติกรรมของคนขับอย่าให้คลาดสายตา อย่ามัวแต่ชมวิวห์หรือฟังเพลง หรือเพลิดเพลินกับสิ่งรอบข้าง เพราะคนขับคือคนแปลกหน้าไม่ใช่คนที่เราจะไว้ใจได้

3 ถ้าสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหรือเริ่มได้กลิ่นอะไรอันเป็นเหตุให้เกิดอาการผิดปกติกับร่างกายเราแล้ว ให้รีบหาทางลงจากรถให้ได้โดยเร็ว ไม่ต้องเสียดายเงิน เปลี่ยนคันใหม่ไปเลยหรือไม่ก็ลงจากรถต้องสงสัยให้ได้ก่อน อย่าง๊กเด็ดขาด เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

แล้วก็ล่าสุดที่เจ๊ได้รับข้อมูลจากหลายๆคน และหลายๆกระทู้ ต่างยอมรับกันว่าช่วงนี้เรื่องแท๊กซี่มอมยาระบาดหนักมากวันที่เจ๊โดนก็มีอีกหลายๆคนโดนและรอดมาได้ก็มาเล่าไว้เหมือนกันที่เว็บพันทิพย์ ลองไปอ่านที่นี่ และ ที่นี่บอกรายละเอียดดีมาก เวลาอ่านก็พยายามอ่านคอมเม้นเขาด้วยนะคะ เขามีแชร์เล่าให้ฟังด้วยบางคนที่เคยโดนมาแต่ไม่ได้เขียน

จากที่คุยกับหลายๆคนเขาบอกว่าโดนทั้งผู้หญิงและผู้ชายอย่างที่บอกหล่ะคะว่า จุดประสงค์ในการวางยาต่างกัน และมีวิธีการในการวางยาต่างกันด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน ใครที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้แล้ว ช่วยแชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองรู้มาไว้ด้วยก็ดีนะคะ เผื่อจะได้ป้องกันภัยไว้ล่วงหน้า สังคมมันแย่ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันสอดส่อง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน อีกเรื่อง ตอนนี้สิ่งที่พยายามหาข้อมูลอยู่คือ

1 .>ยาสลบที่พวกมันใช้มีชื่อว่าอะไร และใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหมดสติ โดนแล้วมีอันตรายต่อระบบหายใจหรือเปล่า ทำไมมันหาซื้อได้ง่ายจัง หรือว่าหาซื้อตามแหล่งนักเที่ยวกลางคืน แล้วตำรวจไปไหนหว่า..แต่มีผู้รู้บอกว่าหาซื้อได้ตามเว็บ และเว็บเคยโดนปิดไปพักหนึ่งแต่ตอนนี้กลับมาอีกแล้ว

2 .>พวกมันใช้วิธีไหน ถึงป้องกันตัวเองได้จากฤทธิ์ยา มีคนบอกว่าพวกมันจิบน้ำบ่อยๆ

3.> พวกมันใช้วิธีไหนบ้าง ในการรมยาพวกเรา เพราะจากที่ศึกษามามีหลายวิธีมากๆ

ลุ้นระทึกทุกสิ้นปี!

เฮ้อ..!!..เหนื่อย..กว่าชีวิตจะเดินทางมาถึงสิ้นปีได้ยากเย็นจริงๆ ต้องขออภัยช่วงนี้ซือเจ๊ติดงานเลยห่างหายจากการ up blog ไปนานเลย อยากเขียนจะแย่แต่เวลาไม่อำนวย จัดได้ว่าเหนื่อยเหาะกันเลยหล่ะช่วงนี้ เพราะต้องปั่นงานยิ๊กๆเร่งปิดงานให้ทันสิ้นปีนี้ เหลืออีกไม่กี่อาทิตย์แระ หลังจากที่โหมงานหนักประกอบกับอากาศแปลกๆเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เจ๊ก็ป่วยมันทุกรอบที่มันเปลี่ยนนั่นแหล่ะบอกแล้วปีนี้ป่วยปี อย่างวันนี้ก็ถือโอกาสลาป่วย หลังจากมีอาการมาหลายวันแต่ไม่กล้าลา เพราะห่วงงาน แต่อาการไม่ดีขึ้นวันนี้ก็เลยยอมลาพักผ่อนสักหน่อย มานอนดูข่าวก็เซร้งๆมึนๆ กับข่าวคราวการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องบอกตรงๆว่าดูข่าวแล้วรู้สึกหดหู่ มีอีกหลายๆมุมที่สื่อไม่ได้นำเสนอ และคนไม่ยอมมองกัน ซึ่งมุมนั้นนั่นแหล่ะคือมุมที่น่าสนใจที่สุดสำหรับซือเจ๊..แต่ไม่ขอเล่านะ พักผ่อนสมองกันบ้างเดี๋ยวจะเครียดมากไป…ยิ้มเข้าไว้.หนักแน่นเข้าไว้..อดทนเข้าไว้ก็แล้วกัน

ช่วงนี้หลายๆคนคงทำเรื่องลาพักร้อนกันไปบ้างแล้วสำหรับเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ หรือบางคนก็กลับบ้านไปพักผ่อนกับครอบครัว สำหรับซือเจ๊เป็นคนหนึ่งที่ปกติแล้วไม่ชอบเดินทางในช่วงเทศกาลใหญ่ๆเช่น สงกรานต์ ปีใหม่ เนื่องจากไม่ชอบคนเยอะพลุกพล่าน ประกอบกับเป็นช่วงที่เรียนอยู่ซึ่งมักจะติดสอบ ก็เลยต้องเอาเวลาช่วงนี้มาอ่านหนังสือสอบจะดีกว่า แต่ปีนี้ดีหน่อยไม่มีเรียนแล้ว
และงานก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มซาๆพอดี เพราะหัวหน้ารู้ว่าทุกคนจะลาพักร้อนกันเยอะ ก็เลยมีช่องให้ทุกคนลาพักร้อนได้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับทุกๆคน ตอนนี้ซือเจ๊กำลังลุ้นว่าจะลาพักร้อนในช่วงปีใหม่ปีนี้ได้หรือเปล่า เพราะอยากกลับไปสวดมนต์ข้ามปีที่เวฬุวันด้วยท่าทางจะสนุกน่าดูเลย ถือเป็นครั้งแรกของการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ไว้ถ้ามีโอกาสได้ไปจริงๆจะแวะเวียนมาเล่าบรรยากาศให้ฟังกันนะคะว่าไปทำไรมาบ้าง..ช่วงนี้ก็ลุ้นระทึกกันต่อไปว่าจะลาพักร้อนได้หรือเปล่า แต่อยากกลับบ้านจัง หวังว่าคงลาได้น๊า.. :P

ปีๆหนึ่งช่างผ่านพ้นไปรวดเร็วเสียจริงๆ ตอนนี้หมายกำหนดการโครงการ “แสงธรรมนำชีวิต ” หรือในปี 2552 นี้จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อโครงการว่า “ใต้ร่มพุทธธรรม” แทน

โครงการนี้จะจัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ. ขอนแก่น ที่ซือเจ๊ได้มีโอกาสเข้าร่วมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พอดีเมื่อสองวันก่อนได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของทางศูนย์ ก็เลยถือโอกาสนี้เข้ามาแจ้งข่าวคราว เผื่อจะมีคนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรมที่จะถึงนี้ด้วย เนื่องจากโครงการนี้ใช้เวลารวมๆแล้ว 8 วันหากใครจะเข้าร่วมคงต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าให้ดีๆโดยเฉพาะเรื่องของการลาพักร้อน เรื่องการเดินทาง ทั้งขาไปและขากลับไว้ให้อย่างรัดกุมที่สุด ส่วนซือเจ๊โครงการนี้ก็ไม่ยอมพลาดแน่นอน ซือเจ๊จะเป็นเด็กล่าแต้ม (แต้มในที่นี้คือ การสะสมอริยทรัพย์) สำหรับใครที่จะไปร่วมงานคงได้มีโอกาสเจอกันที่วัด  ถ้าเจอกันที่โน้นก็อย่าลืมทักทายกันบ้างนะคะ :P

มาดูภาพบรรยากาศรวมๆของศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ. ขอนแก่นเพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อนดีกว่าร่มรื่นและสงบแค่ไหน

DM05

ตอนนี้มาดูรายชื่อโครงการและช่วงเวลาที่จะจัดงานสำหรับเดือนเมษายน 2552 กันดีกว่า ใครสนใจโครงการไหนลองติดตามข่าวสารที่เว็บไซต์ของทางศูนย์หรือโทรติดต่อสอบถามโดยตรงกับทางศูนย์ได้ที่เว็บไซต์นี้ http://www.dhamma4yuth.org/  แต่ที่แน่ๆโครงการ “ใต้ร่มพระพุทธธรรม” น่าจะเริ่มเปิดรับสมัครในวันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไปยังไงก็ลองติดตามข่าวคราวกันอีกทีแล้วกันนะคะ

 


  ๑.สำหรับผู้ใหญ่ อายุ ๒๐ ปีขึ้นไป”ใต้ร่มพุทธธรรม” (๔-๑๑ เม.ย.๒๕๕๒)
  ๒.สำหรับเยาวชน อายุ ๑๖-๒๐ ปี “แก่นเพชร” (๑๙-๒๘ เม.ย. ๒๕๕๒)
  ๓.สำหรับเยาวชน อายุ ๑๒-๑๕ ปี “กิ่งเพชร” (๔-๑๑ เม.ย. ๒๕๕๒)
  ๔.สำหรับเด็ก อายุ ๕-๑๑ ปี “ดรุณธรรม” (๑๖-๑๘ เม.ย. ๒๕๕๒)

   

โครงการที่ 1 :: ใต้ร่มพุทธธรรม เป็นโครงการที่ซือเจ๊จะไป เพราะมันเป็นโครงการของผู้ใหญ่ อย่างเราๆนี่แหล่ะ อันนี้เป็นภาพบรรยากาศจากปีที่แล้ว ใครที่มีปัญหาเรื่องข้อหัวเข่า นั่งงอเข่านานๆไม่ได้ก็ไม่ต้องกลัวนะคะ มีเก้าอี้ให้นั่งไม่ต้องนั่งกับพื้นเหมือนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่เก้าอี้นี้จะมีไว้สำหรับคนแก่หรือคนที่มีปัญหาเรื่องเข่า เวลาปฏิบัติธรรมกิจกรรมต่างๆขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพระอาจารย์ผู้สอน อย่างปีที่แล้วซือเจ๊มีโอกาสได้ออกมาเดินจงกรมนอกห้องด้วย ได้บรรยากาศสุดๆอันนี้แนะนำของเขาดีจริงๆ อิอิไม่ชอบนั่งในห้องปฏิบัติธรรมนานๆ ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้างก็รู้สึกดี และสบายใจดีด้วย

DM03

โครงการที่ 2 :: “แก่นเพชร” สำหรับเด็กวัยรุ่นตอนปลายแล้วกิจกรรมก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุของกลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการ อันนี้ใครสนใจก็ลองส่งลูกหลานเข้าร่วมดูนะ เพราะมันเป็นช่วงปิดเทอมดีกว่าเที่ยวเตล็ดเตร่ไปวันๆ แล้วโปรดสังเกตุ พฤติกรรมก่อนเข้า และหลังเข้าให้ดีๆ ส่วนใหญ่จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฉันได้ลูกคนใหม่กลับมา” ดูภาพแล้วคนแก่ๆอย่าพึ่งตกใจ เพราะพวกเราคงไม่ได้ทำอันนี้เป็นของผู้ที่อายุยังน้อยแข็งแรงเดินไกลๆได้ แต่ซือเจ๊อยากจะบอกว่าเดินแบบนี้อย่าคิดว่าเหนื่อยนะ เพลิดเพลินกว่าที่คิดแถมไม่รู้สึกเหนื่อยอีกต่างหาก ซือเจ๊ชอบกว่าการเดินจงกรมในห้องแคบๆซะอีก (แสดงว่าเจ๊ยังวัยรุ่นอยู่)

DM01

โครงการที่ 3 ::  “กิ่งเพชร” อันนี้สำหรับวัยรุ่นตอนต้น เป็นช่วงปิดเทอมเหมือนกันน่าพาลูกพาหลานไปนะ ลูกใครเวลาเรียนเป็นคนสมาธิสั้น เรียนไม่เก่ง ความจำไม่ดี ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ คิดไม่เป็น แยกดีแยกชั่วไม่ออก หรือควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ โมโหร้าย จากที่ฟังจากหลายๆคนที่ไปมักจะบอกว่า สมาธิดีขึ้น เรียนเก่งขึ้น อย่างพี่สาวซือเจ๊คนหนึ่งหล่ะที่บ่นว่า น่าจะมีโอกาสเข้าปฏิบัติธรรมตั้งแต่เรียนมัธยมเน้อ ไม่งั้นคงเรียนเก่งน่าดูเลย เกรดพุ่งปรี๊ดๆกันเลยหล่ะ ซึ่งอันนี้ซือเจ๊ก็เห็นด้วยนะ แต่พึ่งมาได้ปฏิบัติตอนเรียนปริญญาโทนี่แหล่ะ (คนแก่เซร้งเจงๆ) (ภาพประกอบไม่แน่ใจว่าใช่เด็กรุ่นนี้ไหมนะคะ พอดีไปหามาจากเว็บของ ศูนย์เขาเขียนว่าเด็กโต ถ้าสนใจก็เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของทางศูนย์นะคะตรงห้องภาพคะ )

DM02

โครงการที่ 4 :: “ดรุณธรรม” อันนี้เป็นโครงการสำหรับเด็กเล็ก เป็นโครงการสั้นๆเพียง 3 วันเองอันนี้ก็น่าสนใจสำหรับคนที่มองหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้ลูกในช่วงปิดเทอม โครงการนี้จะมีพี้เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆอยู่  ลูกใครไม่เคยไหว้พ่อไหว้แม่ พูดไม่มีหางเสียง ขี้โมโห อารมณ์รุนแรงตบตีพ่อแม่ สมาธิสั้น อยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ไม่รู้จักอ่อนน้อมกับผู้ใหญ่ เป็นต้นก็ลองเข้าร่วมโครงการหรือลองสอบถาม จากคนที่เคยพาลูกๆเข้าร่วมโครงการนี้ดูว่าดีหรือไม่ หรือจะดูภาพ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บของทางศูนย์ได้เช่นกันคะ

DM04

สำหรับวันนี้ซือเจ๊ขอแจ้งข่าวให้ทราบแต่เพียงเท่านี้ก่อน สำหรับใครที่สนใจจะไปเข้าร่วมโครงการ “ใต้ร่มพุทธธรรม” กับซือเจ๊ไว้โอกาสหน้าซือเจ๊จะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียด ว่าก่อนไป และหลังไป เป็นอย่างไร แล้วก็มาดูกันว่าเราจะต้องเจออะไรบ้าง (เฉพาะที่เล่าได้นะ เล่ามากเดี๋ยวไม่สนุก ต้องเจอเองไม่งั้นไม่ตื่นเต้น ) เตรียมตัวอย่างไรบ้างโปรดติดตามตอนต่อไปน๊า :P

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆพร้อมภาพประกอบจาก ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น http://www.dhamma4yuth.org/

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ดูภาพประกอบการเข้าปฏิบัติธรรมที่ซือเจ๊ไปมาเมื่อเดือนเมษายน 2551 คลิกที่นี่

เล่าความรู้สึกก่อนเข้าปฏิบัติธรรมครั้งที่แล้วอ่านได้ที่ Blog สุดท้ายก่อนเข้าสู่..”ร่มกาสาวพัตร”

เล่าความรู้สึกภายหลังจากเข้าร่วมการปฏิบัติธรรมที่เวฬุวันเมื่อเดือนเมษายน 2551 สุขใดไหนเล่าจะเท่าเข้าวัดปฏิบัติธรรม

« Newer Posts - Older Posts »